ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นช่วยตลาด
คาดหุ้นไทยปรับตัวออกด้านข้างที่เป็นบวกเล็กน้อยตามหุ้นสหรัฐเมื่อคืนที่ปิดขยับขึ้นไม่มากนัก ในภาวะที่นักลงทุนกำลังประเมินว่าความล้มเหลวของ Trump ในการผลักดันกฎหมายสาธารณสุขจะมีผลต่อนโยบายปฏิรูปภาษีและนโยบายอื่นๆ ของเขาด้วยหรือไม่ ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นกว่า 2% น่าจะช่วยหุ้นพลังงานและตลาดโดยรวม ตลาดการเงินโลกถือว่าส่งสัญญาณกันคนละทิศละทาง ดอลลาร์แข็งค่าแต่อัตราผลตอบแทนตั๋วเงินคลังสหรัฐกลับลดลง และทองคำก็สูงขึ้น ปัจจัยภายในประเทศเป็นบวกโดยรวม ธปท.คงดอกเบี้ยนโยบาย แต่ปรับเพิ่มประมาณการอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้ขึ้นเป็น 3.4% จาก 3.2% ก่อนหน้า และคาดการณ์สำหรับปี 61 ที่ 3.6% รัฐบาลดันอีก 6 โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเป็นการด่วนพิเศษภายใต้ความร่วมมือรัฐ-เอกชน ด้วยวงเงินลงทุนกว่า 6 แสนล้านบาท
หุ้นเด่นวันนี้: GUNKUL (ราคาปิด 5.20 บาท; ซื้อ; ราคาเป้าหมาย AWS 6.41 บาท)
เราเลือก บมจ.กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง เป็นหุ้นเด่นในวันนี้ด้วยสัญญาณทางเทคนิคที่แข็งแรง ประกอบกับศักยภาพในการเติบโตที่แข็งแกร่งของบริษัทฯ และ Valuation ที่น่าสนใจที่ราคาหุ้นปัจจุบัน โดย GUNKUL กำลังเปลี่ยนผ่านโครงสร้างธุรกิจจากเดิมที่พึ่งพิงการซื้อขายอุปกรณ์ไฟฟ้าและการก่อสร้างวางระบบซึ่งเป็นธุรกิจดั้งเดิม ไปเป็นธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนอย่างเต็มตัวซึ่งจะเริ่มเห็นได้ตั้งแต่ปีนี้ ผ่านแผนธุรกิจที่ท้าทายของบริษัทฯ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถบรรลุเป้าเช่นที่เคยทำได้ในอดีตที่จะก่อสร้างและพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าในมือรวมราว 300 เมกะวัตต์ (ตามสัดส่วนการถือหุ้น) ที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแล้วตลอดในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า ที่จะทำให้กำลังการผลิตไฟฟ้ารวมของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นสู่ระดับแข็งแกร่งที่ระดับราว 500 เมกะวัตต์ ขึ้นเป้นหนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนของประเทศ ฐานะทางการเงินที่พร้อมประกอบกับกระแสเงินสดที่มั่นคงจากการขายไฟฟ้าของโครงการโรงไฟฟ้าในปัจจุบันจะช่วยให้ GUNKUL บรรลุเป้าหมายการลงทุนดังกล่าวได้ โดยรวมเราจึงคาดว่ากำไรสุทธิจะสามารถทำระดับระดับสูงสุดใหม่ได้อย่างต่อเนื่องนับจากนี้ โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการทยอยผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์จากโครงการโรงไฟฟ้าในมือที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและพัฒนา ซึ่งจะให้อัตราการเติบโตของ EPS CAGR ระหว่างปี 2560-62 แข็งแกร่งในระดับที่ 72% ทั้งนี้ด้วยค่า PEG ที่ 0.86 เท่า เราเชื่อว่าราคาหุ้นปัจจุบันยังคงน่าสนใจ นอกจากนี้ ค่า PER ปี 2559 ที่ราว 60 เท่าจะทยอยลดลงอย่างต่อเนื่องจนเหลือเพียง 23.4 เท่าในปีนี้ และ 14.5 เท่าในปี 2561 ขณะที่ยังมีโอกาสใหม่ ๆ ในการเติบโตในธุรกิจพลังงานทดแทนสำหรับบริษัทรออยู่ข้างหน้าหลังจากช่วงเวลาดังกล่าว ในส่วนของ Price Pattern ของ GUNKUL ยังมีความแข็งแกร่งในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) จากการเกิดทั้ง Daily, Weekly, & Monthly Buy Signal เมื่อพิจารณา Price Pattern ของ GUNKUL มีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่ 5.50 บาท ทั้งนี้ GUNKUL มีจุด Stop Loss ระยะสั้นอยู่ที่ 4.84 บาท (แนวต้าน: 5.25, 5.30, 5.40; แนวรับ: 5.15, 5.10, 5.00)
ปัจจัยสำคัญ
ประเด็นในประเทศ:
• คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วานนี้ลงมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยซื้อคืน 1 วันไว้ที่ 1.5% ระบุว่าสถานการณ์การเงินการคลังยังต้องผ่อนคลายและสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ (Bangkok Post)ความเห็น: เป็นไปตามคาดการณ์ของเราและตลาด
• ธปท. ปรับเป้า GDP ปี 60 ขึ้น กนง. ปรับเป้าหมายการเติบโตเศรษฐกิจประเทศสำหรับปี 2560 ขึ้นเป็น 3.4% จากค่าคาดการณ์ที่ 3.2% เพราะแนวโน้มเป็นบวกมากขึ้นของสินค้าส่งออกและภาคท่องเที่ยวโตต่อ อย่างไรก็ดียังมีความเสี่ยงหลายประการโดยเฉพาะจากนอกประเทศที่ทำให้ กนง.ต้องคงดอกเบี้ย ขณะเดียวกัน กนง. คาดปี 61 GDP จะเติบโต 3.6% (Bangkok Post) ความเห็น: คาดการณ์ใหม่ของ ธปท. ถือว่าเข้ามาใกล้ค่าคาดการณ์ของ บล.เราที่ 3.5%
• บอร์ด พีพีพีอนุมัติหกโครงการเข้าฟาสต์แทร็ก คณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ อนุมัติหกโครงการโครงสร้างพื้นฐานมูลค่ากว่า 6 แสน ลบ. ภายใต้ PPP Fast Track โครงการเหล่านี้ได้แก่รถไฟฟ้าสามเส้นทาง รถความเร็วสูงสองเส้น มอเตอร์เวย์ อันได้แก่ สายสีม่วงเชื่อมวงแหวนรอบนอกกาญจนาภิเษกและเตาปูน สายสีส้มส่วนตะวันตกและตะวันออก และเส้นเชื่อมสนามบินภูเก็ตและห้าแยก ระบบรางความเร็วสูง กทม.-ระยอง กทม.-เชียงใหม่ และมอเตอร์เวย์เชื่อมนครปฐมและชะอำ (Bangkok Post)
• การพัฒนาโรงไฟฟ้าลมบนที่ดินส.ป.ก.สามารถดำเนินต่อได้ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมทั้ง 16 บริษัทซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินของส.ป.ก. ได้ทำตามกฎเกณฑ์ต่างๆ อย่างถูกต้องและสามารถเดินหน้าโครงการตามแผนต่อไปได้ เว้นแต่โครงการโรงไฟฟ้าเทพสถิต วินด์ฟาร์มของ EA (26.75 บ.) ที่ยังคงถูกระงับโดยศาลอยู่ โดยโครงการต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้กระทำผิดสัญญาเช่าและมีการจ่ายค่าเช่าที่ดินตามข้อกำหนด นอกจากนี้ในด้านผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เกษตรกรได้รับค่าชดเชยในพื้นที่ตั้งกังหันลมเป็นรายปี ได้รับค่าชดเชยพืชผล มีการจ้างแรงงานในพื้นที่ การส่งเสริมพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ขณะที่ด้านสังคม ได้รับการสนับสนุนจัดกิจกรรมในวันสำคัญต่างๆ รวมทั้งสนับสนุนทุนการศึกษาสำหรับเด็ก และโครงการพัฒนาชุมชน (Bangkok Post) ความเห็น: เราเชื่อว่าอารมณ์และความกังวลของตลาดจะผ่อนคลายลงต่อมุมมองอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศที่จะสามารถเดินหน้าต่อได้ โดยเรายังคงเลือก GUNKUL (5.20 บ. ซื้อ ราคาเป้าหมาย AWS 6.41 บ.) เป็น Top pick
ต่างประเทศ:
• จีน สหภาพยุโรปยืนยันที่จะทำตามข้อผูกมัดเกี่ยวกับสภาวะโลกร้อนหลังจากที่ทรัมป์ยกเลิกแผน ชาติต่าง ๆ นำโดยจีนและสหภาพยุโรปร่วมกันสนันสนุนแผนลดโลกร้อนเมื่อวันพุธหลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐได้ลงนามในคำสั่งพิเศษฉบับใหม่เพื่อล้มเลิกนโยบายแก้ปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอดีตประธานาธิบดีโอบามา คำสั่งพิเศษดังกล่าวได้ออกมาเมื่อวันอังคาร เพื่อรักษาสัญญาที่เขาได้หาเสียงไว้เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมถ่านหินสหรัฐ ซึ่งโจมตีไปที่หัวใจหลักของกรอบความตกลงปารีสปี 2558 เพื่อแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงทั่วโลก มีหลายประเทศมีปฏิกิริยาต่อต้านต่อการกระทำดังกล่าวของทรัมป์ และกล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงการลงทุนครั้งใหญ่จากพลังงานฟอสซิลเป็นพลังงานสะอาดได้แก่ พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์เริ่มเป็นประโยชน์เริ่มจากภาวะมลพิษทางอากาศลดลงไปจนถึงคนมีงานทำมากขึ้น (Reuters)
• อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวลงเมื่อวันพุธ มีปัจจัยกดดันจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ ราคาผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้น 4/32 อัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 2.392% ลดลงจาก 2.409% เมื่อวันอังคาร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดลงจากระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือนที่ระดับ 2.63% เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน (Reuters)
• ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่ามากที่สุดในรอบกว่าสัปดาห์เมื่อวันพุธ จากแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐและความคาดหวังที่ลดลงว่า ECB จะยุติมาตรการ QE นักลงทุนมองการเทขายดอลลาร์เนื่องจากทรัมป์ประสบความล้มเหลวในการผลักดันร่างกฎหมายประกันสุขภาพฉบับใหม่ว่าเป็นการขายมากเกินไป เงินยูโรอ่อนค่าเทียบกับดอลลาร์สหรัฐอยู่ที่ระดับ 1.0741 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับแต่วันที่ 21 มี.ค. ซึ่งดันให้ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 100.130 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับแต่วันที่ 21 มี.ค. (Reuters)
สหรัฐ:
• ดัชนีตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดผสมผสานเมื่อวันพุธ โดยดัชนี S&P500 และดัชนีแนสแดคปรับตัวขึ้นแต่ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลงเนื่องจากหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มธุรกิจค้าปลีกปรับตัวขึ้นชดเชยกับการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มการเงิน นักลงทุนเริ่มคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 1/60 และกำลังประเมินว่าการที่ทรัมป์ล้มเหลวในการผลักดันร่างกฎหมายประกันสุขภาพฉบับใหม่จะส่งผลอย่างไรต่อการปฏิรูปภาษีและเรื่องอื่น ๆ ในแผนการของเขา (Reuters)
• กำไรสุทธิไตรมาส 1/60 ของบริษัทที่อยู่ในดัชนี S&P500 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 10.1%จาก Thomson Reuters I/B/E/S ตลาดหุ้นสหรัฐในปัจจุบันถูกประเมินมูลค่าว่าแพงเกินไป โดยค่าพีอีล่วงหน้าของ S&P500 ในช่วง 12 เดือนข้างหน้าเกือบ 18 เท่าเทียบกับค่าพีอีเฉลี่ยระยะยาวอยู่ที่ 15 (Reuters)
• ประธานเฟดมองว่ามีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในปีนี้ นายชาร์ลส์ อีแวนส์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาชิคาโกเผยว่าเขาเห็นด้วยในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในปีนี้ ส่วนนายเอริค โรเซนเกรน ประธานเฟดสาขาบอสตันกล่าวว่าเฟดน่าจะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีก 3 ครั้งในปีนี้ (Reuters)
ยุโรป:
• ตลาดหุ้นยุโรปเมื่อวันพุธปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งไม่ได้ตอบรับต่อข่าวการเดินหน้า Brexit ของอังกฤษมากนัก ทั้งนี้หลังจากที่ตลาดหุ้นเดินหน้าทำระดับสูงสุดในรอบ 16 เดือนซึ่งขับเคลื่อนจากมุมมองเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวเป็นขาขึ้น พบว่ามีการพักฐานเกิดขึ้นในช่วงนี้ (Reuters)
• Theresa May นายกฯ อังกฤษ เริ่มกระบวนการ Brexit อย่างเป็นทางการเมื่อวันพุธและได้ยื่นหนังสือแจ้งความจำนงดังกล่าวต่อนาย Donald Tusk ประธานคณะมนตรียุโรปแล้ว (Reuters)
• ผู้กำหนดนโยบาย ECB ต้องการให้นักลงทุนมั่นใจว่านโยบายการเงินแบบผ่อนคลายยังไม่สิ้นสุดเร็วๆ นี้ โดยที่พวกเขาได้ระมัดระวังในการเปลี่ยนข้อมูลเรื่องนโยบาย หลังจากที่ทำให้นักลงทุนผิดหวังก่อนหน้า (Reuters)
เอเชีย:
• Moody's เตือนเมื่อวันพุธว่า ความเสี่ยงทางการเงินของจีนกำลังเผชิญหน้ากับการชะลอตัวทางด้านอสังหาริมทรัพย์ ในขณะที่การให้กู้ยืมเงินทำให้ธนาคารมีความเสี่ยงมากขึ้น ในขณะที่รัฐบาลไม่สามารถต่อสู้กับความเสี่ยงเหล่านั้นได้ โดยจีนขยายสถิติการปล่อยกู้เงินจำนวน 12.65 ล้านล้านหยวน (1.84 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) เพื่อสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยครึ่งหนึ่งเป็นสินเชื่อภาคครัวเรือนซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ส่งผลให้ราคาบ้านใหม่เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 5 ปี (Reuters)
สินค้าโภคภัณฑ์:
• น้ำมันดิบบวกกว่า 2% วันพุธเพราะสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาด เพราะอุปทานน้ำมันหยุดชะงักต่อในลิเบียและดูท่า OPEC จะขยายข้อตกลงลดกำลังการผลิต EIA รายงานว่าสต็อกน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 867,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลสัปดาห์ที่แล้ว แค่ประมาณครึ่งนึงของค่าคาดการณ์ น้ำมันดิบ Brent บวก 1.09 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (2.1%) ปิด 52.42 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลหลังแตะจุดสูงสุดของวันที่ 52.46 ดอลลาร์และสูงสุดนับแต่ 16 มี.ค. น้ำมันดิบสหรัฐ บวก 1.14 ดอลลาร์ (+2.4%) ปิด 49.51 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังแตะจุดสูงสุดของวันเท่ากับ 49.54 ดอลลาร์ซึ่งสูงสุดนับแต่ 16 มี.ค. (Reuters)
• ทองคำบวกวันพุธ เพราะความไม่แน่นอนจากการเจรจา Brexit การเลือกตั้งฝรั่งเศสและนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดี Donald Trump กระตุ้นให้คนเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งหักล้างผลของดอลลาร์ที่แข็งค่า ราคาทองคำตลาดจรปิดบวก 0.1% ที่ 1,252.11 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ทองคำล่วงหน้าสหรัฐร่วง 0.3% ไปสู่ 1,251.90 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (Reuters)









