ทีเอ็มบี "หั่น" สินเชื่อแบงก์ ชี้เอสเอ็มอีฟื้นไม่เต็มที่
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจทีเอ็มบีลดเป้าสินเชื่อแบงก์พาณิชย์ปีนี้โตเหลือ 5.7% จากเดิม 6.3% ตามแนวโน้มจีดีพี เหตุตัวเลขลงทุนภาคเอกชนที่โตต่ำคาด ธุรกิจเอสเอ็มอีเปราะบาง ชี้เงินบาทแข็งค่าชั่วคราว ระยะยาวอ่อนค่า แต่ผันผวนกว่าปีก่อน บริษัทใหญ่เฮดจิ้งค่าเงินเพิ่มเป็น60% จากเดิมทำ50%
นายนริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ธนาคารทหารไทย (ทีเอ็มบี) กล่าวว่า ได้ปรับลดคาดการณ์เติบโตของสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ในปีนี้ลงเหลือ 5.7% จากช่วงปลายปีก่อนประเมินว่าจะเติบโตได้ 6.3% เป็นผลมาจากแนวโน้มเศรษฐกิจและการลงทุนภาคเอกชนที่เติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีที่ยังเปราะบางมาก คาดว่าจะเติบโตเพียง 2%
เดิมคาดการณ์จีดีพีปีนี้จะโต 3.5% ลดลงเหลือ 3.3% การลงทุนภาคเอกชนเดิมคาดว่าจะเติบโต 2.2% เหลือ 1.7% อย่างไรก็ตามได้ปรับเพิ่มตัวเลขการส่งออก จากเดิมที่คาดว่าปีนี้จะเติบโต 1.8% เป็น 2% เพราะหลังจากได้เห็นตัวเลขการส่งออกของต้นปีนี้มีทิศทางที่ดีขึ้น
“แม้ว่าจะปรับลดคาดการณ์ลง แต่ภาพรวมสินเชื่อก็ยังมีการเติบโตในระดับสูง ทั้งจากการเติบโตของเศรษฐกิจ การลงทุนภาคเอกชน อีกทั้งในปีนี้บริษัทขนาดใหญ่จะเริ่มกลับมากู้เงินแบงก์มากขึ้น จากปีก่อนจะใช้ช่องทางการออกหุ้นกู้มากกว่า เนื่องจากในปีนี้ต้นทุนการออกหุ้นกู้เพิ่มขึ้น ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ปรับขึ้น ทำให้บอนด์ยิลด์ปรับขึ้น ปีนี้จึงเป็นปีที่แบงก์พาณิชย์จะกลับมาดีขึ้น”
จากการเติบโตของสินเชื่อ ทำให้ธนาคารพาณิชย์มีความต้องการระดมเงินฝากเพิ่มขึ้น และมีการแข่งขันด้านเงินฝาก ซึ่งขณะนี้สงครามเงินฝากได้เริ่มแล้ว เพื่อเตรียมสภาพคล่องสำหรับปล่อยกู้ที่คาดว่าจะเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าเงินฝากปีนี้จะเติบโต 4.3%
ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล)ภาพรวมปีนี้ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 2.7% โดยกลุ่มที่อ่อนแอที่สุด คือเอสเอ็มอี แต่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (อาร์พี)ปีนี้จะคงอยู่ที่ 1.5% และมีแนวโน้มปรับขึ้นในปีหน้าอยู่ที่ 2%"
แนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยน มองว่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น เป็นสถานการณ์ชั่วคราว แนวโน้มปลายปีจะอ่อนค่าและมีโอกาสแตะที่ 36 บาทต่อดอลลาร์ อย่างไรก็ตามอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนมากขึ้น ทำให้บริษัทขนาดใหญ่เริ่มทำประกันความเสี่ยง หรือ เฮดจิ้งค่าเงินมากขึ้น เป็น60% จากเดิมทำที่ระดับ 50%
ค่าเงินบาท วานนี้ ปิดตลาดที่ 34.38 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าต่อจากเปิดตลาดที่ 34.53 บาท ระหว่างวันแข็งค่าสุดที่ระดับ 34.38 บาท ซึ่งแข็งค่าสุดในรอบ 8 เดือน โดยเงินในเอเชียที่แข็งค่าเกิดจากแรงขายดอลลาร์ต่อเนื่อง หลังตลาดไม่มั่นใจนโยบายทางเศรษฐกิจของนายโดนัลด์ ทรัมป์









