เอไลฟ์ปรับพอร์ต "รับมือเฟด" ลดถือพันธบัตรรัฐหันลุยหุ้นกู้
“เอไลฟ์” ปรับพอร์ตรับมือ “เฟด” ขึ้นดอกเบี้ย ลดสัดส่วนถือพันธบัตรรัฐบาลเหลือ 21% หันถือหุ้นกู้เอกชนมากขึ้น หวังปีนี้ผลตอบแทนลงทุน 5% ชูกลยุทธ์เน้นกระจายเสี่ยง
นายเชวพันธุ์ พันธุ์ทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอ๊ดวานซ์ไลฟ์ ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ เอไลฟ์ กล่าวว่า กลยุทธ์การลงทุนของบริษัท ภายใต้สถานการณ์แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นในปีนี้ ตามที่ตลาดคาดว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้ง โดยขึ้นครั้งละ 0.25% ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐปรับขึ้นไปถึง 1.5% ในช่วงปลายปีนี้เท่ากับดอกเบี้ยนโยบายของไทย แน่นอนว่าหลังจากนั้นน่าจะเป็นโอกาสที่ดอกเบี้ยนโยบายของไทยต้องขยับขึ้นตาม
ดังนั้นในปีนี้บริษัท พยายามรักษาสัดส่วนพอร์ตลงทุนไว้ระดับเดียวกับปีก่อน โดยลดสัดส่วนการลงทุนพันธบัตรรัฐบาลมาอยู่ที่ 21% จาก 2-3 ปีก่อนมีสัดส่วน 40-60% ด้วยแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น ส่งผลต่อความเสี่ยงของราคาพันธบัตรมีโอกาสด้อยค่าลงในอนาคต และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นกู้เอกชนมีเครดิตเรทติ้ง มาอยู่ที่ 32% และการให้กู้ยืม (Mortgage Loan) 13% การลงทุนต่างประเทศ 11% กองทุนรวม 10% หุ้นไม่เกิน 1% และอื่นๆ
โดย ณ สิ้นปี 2559 บริษัทมีเม็ดเงินลงทุนทั้งสิ้น 4,537 ล้านบาท ยังสามารถสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่ดีในระดับ 5.8% แต่ผลตอบแทนคาดหวังจากการลงทุนในปี 2560 อาจลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ระดับ 5% เพราะพอร์ตลงทุนมีขนาดใหญ่ขึ้นและบริษัทยังตั้งเป้าหมายลงทุนอย่างระมัดระวังภายใต้ความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายตามโอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้และมองว่าตลาดอาจรับรู้ล่วงหน้าไปมากแล้วก็ได้ ยังต้องจับตาใกล้ชิด จะมีผลต่อตลาดหุ้น ยังความผันผวนทำให้การลงทุนในหุ้นยังต้องรอจังหวะเช่นเดียวกับหาโอกาสกลับมาเพิ่มการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล
นายเชาวพันธุ์ กล่าวต่อว่า การบริหารพอร์ตการลงทุนของบริษัท เน้นการกระจายความเสี่ยงและบริหารจัดการสินทรัพย์ลงทุนตามความเสี่ยงตามที่กฎหมายกำหนด โดยไม่มีภาระตั้งสำรองเพิ่ม และรักษาระดับอัตราการดำรงเงินกองทุนตามความเสี่ยงที่ 184% ถือว่า ยังสูงกว่าที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งยังสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ที่มุ่งนำเสนอผลตอบแทนสูงให้กับลูกค้าได้อย่างเหมาะสม ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตออมทรัพย์ระยะสั้น ผลตอบแทนเฉลี่ย 4-5%
นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับเป้าหมายทางด้านเบี้ยรับรวมของบริษัทในปีนี้ตั้งไว้เติบโต 38% ที่ 1,508 ล้านบาท เป็นเบี้ยใหม่ 1,078 ล้านบาท เติบโต 60% ในจำนวนนี้มาจากช่องทางที่ปรึกษาการเงินกลุ่มลูกค้ามั่งคั่ง 70% ช่องทางขายผ่านโทรศัพท์ 20% และลูกค้าประกันกลุ่ม 10% จากปีก่อนบริษัทมีเบี้ยรับรวม 1,087 ล้านบาท เป็นเบี้ยใหม่ประมาณ 600 ล้านบาท สามารถทำกำไรสุทธิได้ 70 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 200% มีสินทรัพย์รวม 4,975 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% โดยส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากสินทรัพย์การลงทุน 9% โดยมีสินทรัพย์ลงทุนรวม 4,537 ล้านบาท









