วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘ไทคอน’ ขยายโมเดลธุรกิจ

ไทคอนขยายโมเดลธุรกิจ เผยกลุ่ม "ผู้ถือหุ้นใหม่" ช่วยหนุนโนว์ฮาว-เครือข่าย

ในระยะหลังมานี้ ทุนต่างชาติต่างเข้ามาลงทุนในธุรกิจไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มโรงแรม อสังหาริมทรัพย์ และบริการ ซึ่งล่าสุด ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) TICON ก็เป็นหนึ่งในบริษัทจดทะเบียนที่มี “ทุนใหม่” เข้ามาลงทุน 

โดยเมื่อต้นปี 2560 ไทคอนได้ดำเนินการเพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัทเป็น 1.83 พันล้านบาท พร้อมเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่ โดยมีบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ FPHT เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 

ทั้งนี้ FPHT อยู่ในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่หลากหลาย และเป็นบริษัทในเครือของ บริษัท เฟรเซอร์ส เซ็นเตอร์พอยท์ ลิมิเต็ด (Frasers Centrepoint Limited-FCL) ผู้นำในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในอาเซียน ซึ่งมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการพัฒนาและบริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบบูรณาการ (Integrated Real Estate Projects) รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ประเภทอุตสาหกรรมในทวีปเอเชียเหนือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย ยุโรป และตะวันออกกลาง

โสภณ ราชรักษา ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) TICON เปิดเผยแผนธุรกิจของไทคอน ภายหลังที่มีกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่เข้ามา จะเพิ่มข้อได้เปรียบในการทำธุรกิจที่มีนัยสำคัญของ 2 เรื่อง คือ สินค้าและบริการใหม่ๆ สำหรับลูกค้า และเครือข่ายลูกค้าใหม่ๆ โดยเฉพาะจากต่างประเทศ และแถบออสเตรเลีย ซึ่งเป็นโลเคชั่นทางธุรกิจดั้งเดิมที่ผู้ถือหุ้นใหม่มีความเชี่ยวชาญ 

เขากล่าวว่า ผู้ถือหุ้นใหม่เป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ในออสเตรเลีย และมีความสนใจในการรุกธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ในประเทศไทยและอาเซียน ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีการลงทุนบริษัทจดทะเบียนไทยแห่งหนึ่งไปแล้ว และการมาถือหุ้นในไทคอนครั้งนี้ จะทำให้เกิดความแข็งแกร่งร่วมกันอย่างมาก 

เรื่องแรก คือสินค้าและบริการใหม่ ด้วยปัจจุบัน ไทคอนมีรายได้จากธุรกิจให้เช่าและจำหน่ายคลังสินค้าสำเร็จรูป และรายได้จากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุน ซึ่งภายหลังจากผู้ถือหุ้นใหม่เข้ามา สินค้าและบริการของไทคอนจะเพิ่มขึ้น อาทิ บริการสร้างคลังสินค้าแบบ Built to Suit ซึ่งกระบวนการทำงานไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม แต่จุดเริ่มต้นของการบริการปรับเปลี่ยนไป โดยจากเดิมReady Built จะเริ่มบริการจากไทคอนเป็นหลัก แต่เมื่อปรับเป็น Built to Suit แล้ว ต้องเริ่มบริการจากความต้องการลูกค้าเป็นลำดับแรก 

นอกจากนี้ ไทคอน จะมีบริการ consolidate โรงงานของลูกค้า ซึ่งบริการนี้อาจจะแล้วแต่ดีล ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ไทคอนก็เพิ่งให้การด้านนี้ แก่กลุ่มลอรีอัล 

“เรื่องของการคอนโซลิเดทโรงงาน คลังสินค้าของลูกค้าที่อยู่คนละที่ และบางที่ก็อยู่กับผู้ให้บริการคลังสินค้ารายอื่น ก็จะเพิ่มขึ้น ซึ่งก็จะแล้วแต่ดีลไป ทั้งนี้ก็จะช่วยเพิ่มความพึงพอใจแก่ลูกค้า เนื่องจากเมื่อรวมกัน ลูกค้าจะสามารถบริหารจัดการง่ายขึ้น ต้นทุนต่างๆ ก็มีแนวโน้มลดลงด้วย ถือเป็นสินค้าและบริการใหม่ที่เพิ่มมูลค่าให้กับไทคอน” 

เรื่องที่สอง คือเครือข่ายลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะลูกค้าจากประเทศแถบออสเตรเลีย ยุโรป ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่ผู้ถือหุ้นใหม่มีความคุ้นเคยในการทำธุรกิจด้วยเป็นอย่างดี

โสภณ กล่าวเพิ่มว่า ภาพรวมธุรกิจคลังสินค้าและโลจิสติกส์ของไทยนั้น ยังมีศักยภาพในการเติบโต เนื่องจากเม็ดเงินลงทุนโดยตรง (FDI) ก็ยังไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่ที่เห็นการชะลอตัวบ้างในช่วงที่ผ่านมาก็เพราะเป็นนักลงทุนต้องการความชัดเจนของนโยบายหลักของประเทศ ซึ่งล่าสุด ได้มีการสนับสนุนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ออกมา ก็เชื่อว่าเป็นสัญญาณในเชิงบวก ต่อภาพรวมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมคลังสินค้าและโลจิสติกส์เช่นเดียวกัน 

“โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือ EEC ซึ่งหากพรบ.อีอีซีผ่าน ทั้งอุตสาหกรรมก็จะได้เห็นความชัดเจนมากขึ้น ไทคอนก็เช่นเดียวกัน ซึ่งขณะนี้กำลังจัดทำแผนธุรกิจในปี 2560 ซึ่งเตรียมจะนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทและผู้ถือหุ้นประมาณเดือนมิ.ย.” 

ทั้งนี้ โสภณ  ราชรักษา เป็นตัวแทนผู้บริหารจากกลุ่ม FPHT ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของไทนคอน มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการบริหารธุรกิจและการจัดการองค์กร โดยเฉพาะในแวดวงธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มานานกว่า 20 ปี ก่อนหน้านี้ โสภณ ได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มบริษัท ทีซีซี ให้ดูแลรับผิดชอบด้านการจัดการและพัฒนาธุรกิจในหลากหลายธุรกิจมายาวนาน กว่า 12 ปี อาทิ ธุรกิจโฮลดิ้ง พัฒนาอสังหาริมทรัพย์โรงแรมและการลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ และล่าสุดในตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ กลุ่มเรียลเอสเตทมาสเตอร์แพลน บริษัท ทีซีซี แลนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งมีบทบาทหลักในการวางแผนการลงทุนระยะยาวเพื่อการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่