ไทยเที่ยวไทย ชี้กำลังซื้อในประเทศฟื้นจากไตรมาสก่อน คาดจัดงาน 4 วันดึงขาช้อปแพ็คเกจโรงแรมรับซัมเมอร์ทะลุ 5 แสนคน สะพัด 400 ล้าน
นายกฤตย์ พัตรปาล กรรมการผู้จัดการ บริษัท พี.เค.เอ็กซิบิชั่น แมนเนจเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า การจัดงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 42 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 2-5 มี.ค.นี้ คาดว่าแนวโน้มการซื้อขายสินค้าและบริการท่องเที่ยวจะกลับมาดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ปี 2559 และมียอดขายรวมฟื้นกลับมาเท่ากับปีการจัดงานในช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่ราว 400 ล้านบาท จากผู้ประกอบการที่เข้าร่วม 1,235 ราย รวมกว่า 1,400 บูธ เต็มพื้นที่ศูนย์ฯ และมีผู้เข้าชมงานไม่ต่ำกว่า 5 แสนคน ซึ่งอยู่ในเกณฑ์สูงเมื่อเทียบกับสถิติที่เคยทำได้ราว 5.5-6 แสนคน/ครั้ง
การประเมินแนวโน้มทิศทางบวก เนื่องจากตามปกติเวทีซื้อขายในช่วงต้นปีจะได้รับความนิยมจากตลาดในประเทศสูงเนื่องจากหน้าร้อน เป็นช่วงที่คนไทยเดินทางมากที่สุด สามารถไปเที่ยวได้ทั้งครอบครัวเพราะตรงกับช่วงปิดเทอม นักท่องเที่ยวที่วางแผนล่วงหน้าสำหรับการเดินทางเทศกาลสงกรานต์จึงสนใจมาซื้อโปรโมชั่นในงาน ซึ่งสอดคล้องกับงานไทยเที่ยวไทยที่ 90% เป็นโรงแรมและรีสอร์ทภายในประเทศมากระตุ้นการขายระยะสั้นในช่วงหน้าร้อน โดยเฉพาะโรงแรมตามจังหวัดที่มีชายทะเล จะได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นพิเศษ
ประเมินกำลังซื้อน่าจะทรงตัวใกล้กับช่วงต้นปีก่อน แต่เพิ่มมากขึ้นจากช่วงปลายปี เพราะแม้ว่าคนไทยจะยังจับจ่าย แต่ด้วยปัจจุบันมีการนำเสนอสินค้าท่องเที่ยวในลักษณะโปรโมชั่นมากขึ้น บัตรเครดิตที่ร่วมรายการให้สิทธิพิเศษทยอยผ่อนจ่าย หรือให้มัดจำโดยยังไม่ต้องจ่ายเต็มจำนวน อีกทั้งการท่องเที่ยวในประเทศโดยเฉลี่ยจะราคาไม่แพงอยู่แล้วเมื่อเทียบกับแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศ ทำให้เมื่อประเมินมูลค่าการซื้อขายในงานจึงยังไม่เห็นการเพิ่มขึ้น แต่เชื่อว่าเมื่อถึงเวลาการเดินทางจริง ในปีนี้จะกลับมาคึกคักแน่นอน
นายกฤตย์ กล่าวด้วยว่า นอกจากห้องพักโรงแรมแล้ว สินค้าในหมวดหมู่ที่ยังได้รับความนิยมต่อเนื่องคือ บัตรรับประทานบุฟเฟต์อาหารต่างๆ ซึ่งลักษณะการซื้อจะเปลี่ยนจากการซื้อปลีกย่อย 1-2 ใบต่อครั้ง มาเป็นการเหมาเล่มครั้งละ 20-30 ใบพร้อมกัน เพื่อนำไปแจกจ่ายเป็นรางวัลหรือไว้สำหรับการจัดเลี้ยงพนักงาน และการซื้อสำหรับครอบครัว บางโรงแรมที่เตรียมโควต้าการขายในงานมาในสัดส่วนราว 2-30% ของจำนวนที่นั่งที่รองรับไว้ได้ จึงมักจำหน่ายหมดก่อนงานเลิก ทำให้ผู้จัดฯ ต้องขอความร่วมมืออย่ารีบปิดบูธทันที
สำหรับการจัดงานครั้งต่อไปที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคในเดือน ก.ค.นี้ ยังมียอดจองบูธเข้ามาหนาแน่น เนื่องจาก 80-90% เป็นคู่ค้ารายเดิมที่ซื้อแพ็คเกจการจัดงานล่วงหน้ากันเป็นข้ามปี ซึ่งการสร้างแบรนด์ไทยเที่ยวไทยผ่านการจัดงานมาแล้ว 42 ครั้ง และมีผู้เยี่ยมชมติดตามสม่ำเสมอ ทำให้ผู้ประกอบการมั่นใจในการเข้ามาเสนอการขายว่าจะได้รับผลตอบแทนที่ดี
ส่วนกรณีที่ศูนย์สิริกิติ์อาจต้องปิดเพื่อทำการปรับปรุงใหญ่ในเร็วๆ นี้นั้น จากการพูดคุยกับผู้บริหารแล้ว ยืนยันว่าการจัดงานทั้ง 2 งานในปี 2561 จะยังอยู่ตามกำหนดเดิม แต่หลังจากนั้นยังต้องรอความชัดเจนในเชิงนโยบายของศูนย์สิริกิติ์เอง ซึ่งเป็นเรื่องภายใน แต่ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า บริษัทพี.เค.ได้ติดต่อหารือกับศูนย์ประชุมขนาดใหญ่แห่งอื่นไว้แล้ว ถึงความเป็นไปได้ในการรับโอนงานไทยเที่ยวไทยราว 3 ปี หากศูนย์สิริกิติ์ต้องปิดเพื่อสร้างใหม่ โดยขนาดงานของไทยเที่ยวไทยที่เป็นการแสดงสินค้าที่อาศัยพื้นที่ขนาดใหญ่ จึงไม่เหมาะกับการลงไปในห้างสรรพสินค้า จึงมองตัวเลือกไว้ที่ ศูนย์ไบเทค และ อิมแพ็ค ซึ่งแต่ละปีก็มีงานประจำที่ลงอยู่แล้วแห่งละ 1 งาน
"การย้ายไปจัดงานที่ศูนย์อื่นๆ ในช่วง 3 ปีนั้น ประเมินแล้วไม่ส่งผลกระทบ เพราะมีลูกค้าประจำที่พร้อมตามแบรนด์ไทยเที่ยวไทยไปทุกที เนื่องจากการสร้างฐานตลาดมานาน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตกผลึกเรื่องระยะเวลาการจัดงานให้ลงตัว เพราะการโยกงานไปลงที่ศูนย์อื่น ต้องคำนึงด้วยว่าจะชนกับตารางงานเดิมที่มีอยู่หรือไม่ อย่างไร ขณะเดียวกัน ก็จะกระจายฐานลูกค้าไปจัดงานที่หัวเมืองซึ่งมีกำลังซื้อ เช่น ขอนแก่น หาดใหญ่ เพื่อตอบรับกระแสการเที่ยวข้ามภูมิภาคที่มีมากขึ้นด้วย"






