วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แบรนด์ไทยจัดทัพลุยบุกอาเซียน+6

ธุรกิจร้านอาหาร-เครื่องใช้ไฟฟ้าสัญชาติไทย เดินหน้าบุกอาเซียน+6 ปักธงเมืองเศรษฐกิจ “ซีแอลเอ็มวี” เร่งขยายตลาดรับดีมานด์บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่

โอกาสธุรกิจในอาเซียนทำให้ผู้ประกอบการไทยเร่งขยายตลาดอย่างหนักเพื่อสร้างฐานธุรกิจก่อนบรรดาคู่แข่งนานาชาติล้วนมุ่งหน้าสู่ภูมิภาคนี้ โดยมีกระแสความนิยมสินค้าไทย วิถีชีวิต พฤติกรรมการบริโภคที่ใกล้เคียงกัน รวมทั้งความเป็นฮับแห่งภูมิภาคของไทยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

นายวิทูร ศิลาอ่อน รองผู้จัดการใหญ่อาวุโสธุรกิจอาหารในประเทศ บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหารและเบเกอรี่ “เอสแอนด์พี” กล่าวว่า อาเซียนโดยเฉพาะซีแอลเอ็มวี ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม เป็นตลาดศักยภาพเติบโตอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น นโยบายธุรกิจของกลุ่มเอสแอนด์พีมุ่งเปิดบริการครอบคลุมกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีให้ได้ ภายใน 5 ปี รวมทั้งประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค จากปัจจุบันเปิดร้านเอสแอนด์พีในกัมพูชา 2 สาขา

“เอสแอนด์พีวางสเต็ปแรกซีแอลเอ็มวีแล้วขยับสู่ทุกประเทศในอาเซียน ตามด้วยตลาดอาเซียน+3 คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ก่อนก้าวสู่ตลาดใหญ่ อาเซียน+6 รวมไปถึงออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย”

อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศมีความยากง่ายแตกต่างกัน แม้จะมี “โอกาสที่ดีมาก” แต่ต้องก้าวอย่างระมัดระวัง ดังนั้นผู้ประกอบการต้องมีการสำรวจตลาดเชิงลึกเพื่อเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคท้องถิ่น โดยหนึ่งในปัจจัยที่จะขับเคลื่อนธุรกิจให้ประสบความสำเร็จและเติบโตได้ในระยะยาว ถือพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญตลาดท้องถิ่น

เจรจาพันธมิตรขยายตลาด

สำหรับ เอสแอนด์พี ในกัมพูชา มีแผนเปิดเพิ่ม 2 สาขา ในเมืองเศรษฐกิจ “พนมเปญ” โดยขณะนี้เอสแอนด์พีค่อนข้างประสบความสำเร็จในเชิงการรับรู้ต่อแบรนด์ เพราะผู้บริโภคชาวกัมพูชานิยมใช้โซเชียลมีเดีย จึงสามารถแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์ได้เร็ว

“การเปิดบริการห้องจัดเลี้ยงของเอสแอนด์พีในกัมพูชา ลูกค้ามาใช้บริการจัดเลี้ยงวันเกิดด้วยเค้กที่ตกแต่งสวยงามของร้านถือเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่ร้านอาหารทั่วไปในกัมพูชายังไม่มีให้บริการมากนัก ทำให้แบรนด์ได้การตอบรับที่ดี”

คาดว่ารายได้ในกัมพูชาปีนี้จะเติบโตถึง 60% จากปีก่อนเติบโต 20-30% ทั้งนี้ พนมเปญ ยังมีศักยภาพเติบโตได้อีกมากตั้งเป้าหมายเปิดสาขาอย่างน้อย 10 แห่งในเมืองนี้

นายวิทูร กล่าวต่อว่า บริษัทได้ขยายธุรกิจแบรนด์เอสแอนด์พีในตลาดอาเซียน ตั้งแต่ปี 2557 ด้วยการเข้าไปลงทุนเอง 100% เปิดสาขาแรกที่พนมเปญ ประเทศกัมพูชา ภายในศูนย์การค้าอิออน มอลล์ ปี 2559 เปิดสาขาที่ 2 ในเมืองเดียวกันภายใต้รูปแบบสแตนอะโลน ใช้พื้นที่ชั้น 1 เป็นร้านอาหาร ชั้น 2 เป็นเทรนนิ่งเซ็นเตอร์ หรือศูนย์ฝึกอบรมพนักงานเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนให้บริการ

ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรท้องถิ่นหลายราย อาทิ เมียนมา มีความเป็นไปได้ที่จะ “ร่วมทุน” เนื่องจากกฎระเบียบทางด้านการค้าการลงทุนยังไม่เสถียรมากนัก ส่วนตลาดเวียดนาม มีประชากรจำนวนมาก พิจารณารูปแบบดำเนินธุรกิจทั้งร่วมทุนและแฟรนไชส์

“หากจะขยายสาขาให้ได้จำนวนมากและเร็วกว่านี้ต้องใช้โมเดลแฟรนไชส์ ต้องได้พันธมิตรที่มีศักยภาพ”

4ประเทศ30สาขาในปี63

ทางด้านกลุ่มบริษัทฟู้ดแพชชั่นที่มีหลากหลายแบรนด์ในเครือ ได้แก่ บาร์บีคิวพลาซ่า จุ่มแซบฮัท และฮ็อทสตาร์ ได้เปิดตลาดต่างประเทศมาระยะหนึ่งแล้วด้วยระบบแฟรนไชส์ หลังจากนี้จะขยายสาขาในอัตราเร่งมากขึ้น

นางชาตยา สุพรรณพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทฟู้ดแพชชั่น จำกัด กล่าวว่า ตั้งเป้าหมายเปิดบริการ 30 สาขา ใน 4 ประเทศ ภายในปี 2563

ปัจจุบัน บาร์บีคิวพลาซ่า เปิดบริการใน 2 ประเทศ รวม 19 สาขา ได้แก่ มาเลเซีย 17 สาขา และอินโดนีเซีย 2 สาขา ในรูปแบบร่วมทุนกับพาร์ทเนอร์ท้องถิ่น

“การขยายฐานธุรกิจในต่างประเทศเพื่อรองรับโอกาสธุรกิจและเป็นหนึ่งในกลยุทธ์เพิ่มรายได้ กระจายความเสี่ยงจากตลาดในประเทศ”
ใน 4 ปีข้างหน้า บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ 6,500 ล้านบาท โดยจะมีสัดส่วนรายได้จากแบรนด์บาร์คิวพลาซ่าในประเทศไทย 85% บาร์บีคิวพลาซ่าในต่างประเทศ 9% อีก 6% มาจากแบรนด์อื่นๆ ในเครือ

“ชาบูชิ”ลุยลาว-กัมพูชาปีนี้

นายไพศาล อ่าวสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจอาหาร บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปีนี้จะนำแบรนด์ “ชาบูชิ” เปิดตลาดประเทศลาวและกัมพูชา ซึ่งแบรนด์ดังกล่าวค่อนข้างตอบโจทย์และสอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคท้องถิ่น หลังจากนั้น เตรียมขยายธุรกิจใน “เวียดนาม” ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ มีประชากรและกำลังซื้อสูง แต่ตลาดมีการแข่งขันสูงเช่นกัน

ปัจจุบันบริษัทได้เข้าไปเปิดร้านชาบูชิ ที่ย่างกุ้ง เมียนมา 2 สาขา

ทั้งนี้ ตลาดผู้บริโภคซีแอลเอ็มวีรวมทั้งอาเซียนเติบโตอย่างมีศักยภาพทั้งด้านกำลังซื้อและไลฟ์สไตล์ ส่งผลให้สินค้าและบริการรูปแบบใหม่ๆ จากต่างประเทศมีการตอบรับที่ดี โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใช้โซเชียลมีเดียทำให้รับรู้ข้อมูลและความเคลื่อนไหวของแบรนด์และสินค้าทั่วโลกไปพร้อมๆ กัน การเปิดรับแบรนด์ต่างๆ จึงง่ายกว่าอดีต

“อัลทรอน ทีวี” มุ่งหน้าอินโดจีน

นายนรินทร์เดช ทวีแสงพาณิชย์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยฮาเบล อินดัสเตรียล จำกัด ผู้ผลิตและประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้า ภายใต้แบรนด์“อัลทรอน” กล่าวว่า การขยายตลาดต่างประเทศของแบรนด์อัลทรอนมุ่งกลุ่มประเทศอินโดจีน เริ่มด้วยกัมพูชา ลาว และเมียนมา โดยใช้ความได้เปรียบของพรมแดนติดไทย ง่ายต่อการขนส่งสินค้าทีวี

ทั้งยังเป็นการต่อยอดจากกระแสความนิยมของผู้บริโภคท้องถิ่นในประเทศเหล่านี้ที่มีต่อสินค้าที่ผลิตจากไทยมองว่าเป็นสินค้าคุณภาพในราคาที่จับต้องได้เมื่อเทียบกับอินเตอร์แบรนด์ต่างๆ นับเป็นโอกาสของแบรนด์ไทยอัลทรอน

โดยรูปแบบการทำตลาดในต่างประเทศได้มีการจัดตั้งตัวแทนจำหน่ายในแต่ละประเทศ พิจารณาจากศักยภาพและความแข็งแกร่งทางด้านการกระจายสินค้า เพื่อสามารถผลักดันสินค้าสู่ช่องทางการขายต่างๆ ทั้งร้านจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป และร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เล็ง5ปียอดต่างประเทศ20%

บริษัทเข้าทำตลาดลาวตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2559 เจาะตลาดผ่านช่องทางร้านจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กและกลางที่กระจายในแหล่งชุมชนต่างๆ พบว่ามีการตอบรับที่ดี ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจาตัวแทนจำหน่ายเพื่อทำตลาดในเมียนมา และเวียดนาม

“หากสินค้าได้รับการตอบรับที่ดีจากอินโดจีน จะขยายต่อสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เชื่อว่ายังมีโอกาสและช่องว่างเข้าไปแทรกตลาด โดยเฉพาะอินโดนีเซีย มีฐานประชากรจำนวนมาก”

ตลาดต่างประเทศจะสร้างยอดขายให้บริษัทไม่ต่ำกว่า 20% ใน 3-5 ปีจากนี้

“สตาร์แอร์”บุกตะวันออกกลาง

นายวุฒิไกร เอื้อชูยศ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สตาร์แอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศ “สตาร์แอร์” กล่าวว่า จะมุ่งขยายตลาดต่างประเทศมากขึ้น หลังจากเปิดตลาดเมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ลูกค้าตอบรับเป็นอย่างดี

“ต้องมองหาตลาดใหม่ๆ สร้างโอกาสและเป็นการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจในต่างประเทศ ขณะนี้ตลาดที่สนใจคือกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ยุโรป รวมถึงออสเตรเลีย และอเมริกาใต้”

การรับรู้ต่อแบรนด์สัญชาติไทยของลูกค้าในต่างประเทศพบว่ามีความเชื่อมั่นที่ดีกว่าสินค้าที่ผลิตจากประเทศจีน นับเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาดและสร้างฐานรายได้ใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี

ทั้งนี้บริษัทมุ่งโรดโชว์งานแสดงสินค้าในต่างประเทศ เพื่อสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์สินค้าของคนไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ทั้งเป็นโอกาสในการจับคู่พันธมิตรธุรกิจเพื่อขยายตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบัน เครื่องปรับอากาศสตาร์แอร์มีสัดส่วนส่งออก 20-30% ในอนาคตต้องการเพิ่มสัดส่วนเป็น 50%