เอราวัณ กรุ๊ป ผุด 4 โรงแรมย่านสุขุมวิท วางกลยุทธ์ชูแบรนด์ระดับกลางฉีกคู่แข่ง 5 ดาว รับดีมานด์นักท่องเที่ยวเข้าไทยขยายตัวสูง
นางกมลวรรณ วิปุลากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดิเอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ศักยภาพของโรงแรมระดับกลางมีแนวโน้มสดใส จึงวางกลยุทธ์ลงทุนโรงแรมใหม่ ปี 2561-2562 มุ่งเจาะตลาดดังกล่าว เป็นโรงแรมในกรุงเทพฯ ย่านสุขุมวิท 4 แห่ง ทำให้บริษัทมีโรงแรมในกรุงเทพฯ เพิ่มจาก 8 เป็น 12 แห่ง ในอีก 2 ปีข้างหน้า โดย 4 โรงแรมดังกล่าวอยู่ในกลุ่มมิดสเกล และอีโคโนมี ประกอบด้วยทำเลสุขุมวิท 4 (ย่านนานา) ลงทุนกว่า 900 ล้านบาท สร้างในรูปแบบอาคารเดียวแบ่งเป็น 2 โรงแรม ได้แก่ โนโวเทล และไอบิส สไตล์ รวม 318 ห้อง และทำเลสุขุมวิท 24 เป็นการลงทุนโครงการใหญ่สุดในแผน 5 ปี ของดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ปี 2559-2563) ใช้งบ 1,500 ล้านบาท ขนาด 500 ห้อง ภายใต้กลยุทธ์ 2 แบรนด์ในอาคารเดียว คือ เมอร์เคียว และไอบิส
ตามแผน 5 ปีของบริษัทวางงบลงทุนรวม 1 หมื่นล้านบาท ปี 2559 ใช้ไปแล้ว 900 ล้านบาท ปี 2560 มีแผนลงทุน 2,200 ล้านบาท ในจำนวนนี้ 30% ลงทุนโรงแรมระดับมิดสเกลและอีโคโนมีทั้ง 4 แห่งดังกล่าว อีก 28% เป็นการลงทุนโรงแรมฮ็อป อินน์ ในฟิลิปปินส์ เพิ่ม 6 แห่ง อีก 26% ลงทุน ฮ็อป อินน์ ในไทย 12 โรงแรม
“เลือกลงทุนในกรุงเทพฯ เพราะนักท่องเที่ยวขาเข้ามาไทยยังเติบโตสูง ทำเลหลักอย่างกรุงเทพฯ ยังเป็นจุดหมายอันดับต้น เมื่อเจาะลึกย่านสุขุมวิท เป็นทำเลที่ดึงดูดลูกค้าอันดับหนึ่ง เพราะรองรับตลาดที่ต่อขยายมาจากย่านพระราม 1 ที่มีโรงแรมหนาแน่น สะท้อนจากลงทุนธุรกิจหลากหลายทั้งห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน เพิ่มขึ้น”
อย่างไรก็ตาม การเจาะทำเลสุขุมวิทบริษัทสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งซึ่งเป็นแหล่งรวมของโรงแรม 5 ดาว ด้วยการใช้แบรนด์ระดับกลางตีตลาด มั่นใจว่าทำเลที่ดี โดยเฉพาะสุขุมวิท 24 ติดศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ดิ เอ็มโพเรียม ยังไม่มีแบรนด์ที่่สามารถเสนอราคาจูงใจได้ ยกตัวอย่าง เมอร์เคียว วางราคาเฉลี่ย 2,500 บาท/คืน ไอบิส 1,600 บาท/คืน มั่นใจว่าจะมีการตอบรับที่ดีเช่นเดียวกับโมเดลที่นำมาใช้กับโรงแรมเมอร์เคียว และไอบิส ย่านสยาม ซึ่งอยู่ในอาคารเดียวกัน และเป็นโรงแรมระดับกลางท่ามกลางโรงแรม 5 ดาว ทำให้ได้กลุ่มลูกค้าที่แตกต่าง ชัดเจน ผลักดันอัตราเข้าพักเฉลี่ยสูงกว่า 90% สามารถปรับราคาห้องพักเฉลี่ยได้ตลอด เนื่องจากได้ลูกค้าจองตรงทำให้ปรับราคาได้ตามต้องการ ไม่ต้องพึ่งบริษัทค้าส่งทัวร์ (โฮลเซล) เหมือนทั่วไป
“ในซอยสุขุมวิท 24 เชื่อมต่อ 22 มีโรงแรมจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นโรงแรมระดับ 4-5 ดาว เช่น ฮิลตัน อิมพีเรียล ควีนส์ปาร์ค ที่กำลังรีแบรนด์เป็นแมริออท นอกจากนั้นเป็นเรสซิเดนส์สำหรับพำนักระยะยาว และโรงแรมแบรนด์อิสระ ด้วยโลเกชั่นและการวางเซกเมนต์ระดับกลางที่มีคู่แข่งทางตรงไม่มาก จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าลงทุนระดับ 5 ดาวที่แข่งขันสูง”
การเปิด 2 โรงแรมในอาคารเดียวกัน ยังเป็นการบริหารจัดการการใช้ที่ดินเต็มศักยภาพ และเพิ่มโอกาสในการขายได้ดีกว่า
สำหรับการขยายโรงแรมฮ็อป อินน์ กำลังก่อสร้าง 12 แห่ง จะเปิดบริการปีนี้ 8 แห่ง จากปัจจุบันมี 22 แห่ง ทำให้สิ้นปีมีเครือข่าย 30 แห่งในไทย ส่วนที่ฟิลิปปินส์่เปิดบริการ 1 แห่ง เมื่อปลายปี 2559 จะเปิดเพิ่มอีก 1 แห่ง และครบ 20 แห่งในปี 2563
ปี 2559 ดิเอราวัณ กรุ๊ป มีโรงแรมรวม 41 แห่ง 6,385 ห้อง ปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 50 โรงแรม 7,153 ห้อง คาดรายได้เติบโต 10% ในปี 2563 ตั้งเป้ามีโรงแรม 95 แห่ง กว่า 1 หมื่นห้อง โดยมีโรงแรมระดับลักชัวรี มิดสเกล และอีโคโนมี รวมกัน 25 แห่ง ฮ็อป อินน์ 50 แห่งในไทย และ 20 แห่งในฟิลิปปินส์
ขณะนั้นคาดว่ารายได้รวมของโรงแรมลักชัวรียังครองอันดับ 1 สัดส่วน 42% เพราะมีเรือธงอย่างแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ เจดับบลิว แมริออท ที่มีจำนวนห้องพักและราคาห้องสูง ส่วน มิดสเกล มีสัดส่วน 25% อีโคโนมี 17% และฮ็อป อินน์ ก้าวกระโดดจาก 2% ในปี 2558 เป็น 16%







