รายงานกำไรปี 59 ที่ 21,222 ลบ. +74% แต่ปี 60 คาดกำไร -27%
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
- รายงานกำไร 4Q59 ที่ 5,802 ล้านบาท เติบโต 54%YoY และเติบโต 97%QoQ : ผลประกอบการที่เติบโตอย่างมากได้รับแรงหนุนจากธุรกิจโรงกลั่นที่ค่าการกลั่นปรับตัวขึ้น 0.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลสู่ 6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากส่วนต่างน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันอากาศยาน และน้ำมันเตาปรับตัวขึ้น 3% 1.2% 1% และ 2.6% ตามลำดับเพราะประเทศจีนมีการส่งออกลดลง นอกจากนี้ยังมีกำไรจากสต๊อกน้ำมันดิบอีกราว 3.7 พันล้านบาทมาช่วยหนุนผลประกอบการหลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นราว 5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากไตรมาสก่อนสู่ระดับ 48.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตามธุรกิจอะโรเมติกส์ผลประกอบการปรับตัวลงตามส่วนต่างผลิตภัณฑ์พาราไซลีนที่ลดลง 18%QoQ เนื่องจากมีอุปทานใหม่จากอินเดียเพิ่มเข้ามาในตลาดขณะที่ส่วนต่างผลิตภัณฑ์เบนซีนปรับตัวขึ้น 6%QoQ นอกจากนี้ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นยังปรับตัวลงตามส่วนต่างผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นและส่วนต่างยางมะตอยที่ปรับตัวลง 17% และ 30% ตามลำดับ แม้ว่าในไตรมาส 4/59 ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นจะใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจาก 62% สู่ 88% เนื่องจากไม่มีการหยุดซ่อมบำรุงโรงงานเหมือนในไตรมาส 3 ส่งผลให้บริษัทมีกำไรปี 59 ที่ 21,222 ล้านบาทเติบโต 74%YoY
- คาดกำไรปี 60 อยู่ที่ราว 1.55 หมื่นล้านบาทหดตัว 27%YoY เนื่องจากกำไร สต๊อกน้ำมันดิบลดลง : ฝ่ายวิจัยคาด TOP จะรายงานกำไรปี 60 ที่ราว 15,534 ล้านบาทลดลง 27%YoY เนื่องจากกำไรจากสต๊อกน้ำมันดิบในปี 60 จะลดลงจากปี 59 ที่ 6.1 พันล้านบาท เพราะราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นในปี 59 ราว 47% มาอยู่ในกรอบ 48-54 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังกลุ่มโอเปกและนอกโอเปกได้ลดกำลังการผลิตลง 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค. 60 ซึ่งเราคาดว่าราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นได้รับรู้ข่าวดังกล่าวไปหมดแล้วทำให้ปรับตัวขึ้นต่อได้จำกัด ขณะที่คาดว่าค่าการกลั่นจะยังทรงตัวในระดับ 5-7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลใกล้เคียงปี 59 เพราะความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปยังอยู่ในระดับสูงหลังราคาน้ำมันดิบทรงตัวในระดับต่ำ ขณะที่ธุรกิจอะโรเมติกส์ยังถูกกดดันจากส่วนต่างผลิตภัณฑ์พาราไซลีน (PX) ที่มีแนวโน้มปรับตัวลงจากอุปทานใหม่ที่จะเข้ามาจากอินเดียช่วง 2Q60 อีก 2.2 ล้านตันต่อปีซึ่งคิดเป็นกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลกราว 5% คอยกดดันผลประกอบการในปี 60
- ปรับคำแนะนำลงเหลือ “ถือ” ที่ราคาเหมาะสม 76 บาท : ฝ่ายวิจัยประเมินราคาเหมาะสมปี 60 ด้วยวิธี P/E Ratio โดยใช้ Prospective P/E ที่ 10 เท่าและกำไรต่อหุ้น 7.6 บาทได้ราคาเหมาะสม 76 บาท อย่างไรก็ตามราคาหุ้นปิดที่ระดับใกล้เคียงกับราคาเหมาะสมและผลประกอบการปี 60 มีแนวโน้มอ่อนตัวลงจากกำไรสต๊อกน้ำมันดิบที่ลดลงจึงคงคำแนะนำ “ถือ”








