ถอดบทเรียนต้มยำกุ้ง อดีตเศรษฐี นักลงทุน เตือนไทยจ่อเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ หลังสัญญาณหนี้ครัวเรือนพุ่ง กำลังซื้ออ่อนแอ
นายศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีจีไอเอฟ คอร์ปปอเรชั่น จำกัด ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มแบรนด์ศิริวัฒน์ แซนด์วิซ อดีตนักลงทุนรายใหญ่ ผู้เคยล้มละลายจากวิกฤตต้มยำกุ้ง เปิดเผยในงานเสวนา "สูตรไม่สำเร็จ เศรษฐกิจปี 2540" เมื่อวันที่ 15 ก.พ.ว่า ต้องจับตาสถานการณ์เศรษฐกิจไทยอาจจะเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจระลอกใหม่
โดยสัญญาณที่สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยชะลอตัว เนื่องจากสถานการณ์หนี้ครัวเรือนของไทยค่อนข้างสูง 83-85% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) หรือคิดเป็นหนี้ครัวเรือนราว 10 ล้านล้านบาท จากมูลค่าจีดีพีประเทศประมาณ 14 ล้านล้านบาท โดยหนี้ดังกล่าวจะส่งผลให้ประชาชนไม่มีกำลังซื้อลดลงไปอีกประมาณ 2-3 ปี
นอกจากนี้ สถานการณ์ส่งออกไทยที่มีรายได้สัดส่วนสูงถึง 70% ของจีดีพี ก็มีแนวโน้มชะลอตัวกว่าปีที่ผ่านมา เครื่องยนต์เศรษฐกิจเดียวที่ขับเคลื่อนไทยจึงมีเพียงการท่องเที่ยวเท่านั้น ปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อชนชั้นกลางและระดับล่างค่อนข้างมาก
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการขยายตัวของอสังหาริมทรัพย์ไทย ส่วนหนึ่งยังเกิดจากการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน แต่ปัจจุบันการขอสินเชื่อทำได้ยากขึ้นแม้ลูกค้าต้องการซื้อบ้านในระดับราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาทต่อยูนิต
นายราเมศ พรหมเย็น ผู้อำนวยการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) กล่าวว่าในปี 2560 เป็นปีครบรอบ 20 ปีที่ประเทศไทยต้องประสบวิกฤตเศรษฐกิจอย่างรุนแรงหรือวิกฤติต้มยำกุ้ง ซึ่งจากการเก็บรวบรวมรข้อมูลของทีมวิชาการมิวเซียมสยามพบว่า
ตลอดทศวรรษ 2530 ประเทศไทยดำรงอยู่ในยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ (Bubble Economy) หรือภาวะที่ราคาของสินทรัพย์เพิ่มขึ้นสูงเกินกว่าราคาตามความเป็นจริง และคนคิดว่าราคาจะเพิ่มสูงไปไม่สิ้นสุดจนเกิดการเก็งกำไร
นอกจากนี้ รายงานของธนาคารโลกประจำปี 2538 ระบุว่า ในรอบ 10 ปี (2528-2538) เศรษฐกิจไทยเติบโตสูงที่สุดในโลก ขณะที่การบริโภคภายในประเทศสะท้อนความฟุ้งเฟ้อของสังคมไทยแบบสุดขีด เห็นได้จากยอดขายสินค้าต่างๆ เช่น สุราแบล็ค เลเบิลขายดีที่สุดในโลก รถยนต์เมอร์เซเดส เบนซ์ ขายดีเป็นอันดับ 4 ของโลกรองจากจีน สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น รถปิกอัพขายดีเป็นอันดับ 2 ของโลก นักท่องเที่ยวไทยใช้เงินในต่างประเทศต่อคนมากกว่านักท่องเที่ยวจากต่างประเทศมาเที่ยวเมืองไทยถึง 28.67%









