วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

หุ้น 'เอโอที' ดิ่งหนัก2วันร่วง 8%

หุ้น “เอโอที” ดิ่งหนัก2วันร่วง 8% หลังธนารักษ์จ่อเรียกค่าเสียหายเช่าที่ 2.7 หมื่นล้าน

ราคาหุ้นบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เจอแรงกระหน่ำขาย กดราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยปรับตัวลงดลง 8.00% จากราคา 40.50 บาท ลงมาซื้อขายแตะราคาต่ำสุดที่ 37.25 บาท ล่าสุดซื้อขายเหวี่ยงตัวระหว่าง 37.50-38.50 บาท อย่างไรก็ตามล่าสุดราคาหุ้นคงทรุดตัวลงระดับ 37.75 บาท บาท ลดลง 1.75 บาท หรือลดลง 4.43%

หลังปรากฎข่าวว่า กรมธนารักษ์ เตรียมปรับเพิ่มค่าเช่าที่ราชพัสดุใหม่กับผู้เช่ารายใหญ่ ประกอบด้วย บริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) บริษัทไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.

โดยเฉพาะ ทอท. ที่ล่าสุดสัญญาได้หมดลงเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทในอนาคต โดยกรมธนารักษ์ได้ปรับวิธีคิดค่าเช่าใหม่ตามข้อเสนอของที่ปรึกษาทางการเงินของกรมฯ โดยให้คิดผลตอบแทนจากมูลค่าทรัพย์สินหรือที่เรียกว่า Return on Assets ซึ่งจะแตกต่างจากการคิดอัตราค่าเช่าอีก 5 สนามบินอื่นที่คิดอัตราค่าเช่าแบบ Profit sharing หรือ แบ่งตามสัดส่วนผลกำไร 

แม้ราคาหุ้น เอโอที จะร่วงหนักอย่างต่อเนื่องเป้นวันที่สอง แต่บรรดา นักวิเคราะห์ ก็ยังคงแนะนำซื้อ โดยประเมินจากผลประกอบการ ซึ่ง บล.ทรีนีตี้ แนะนำซื้อหุ้น เอโอที เมื่อราคาหุ้นอ่อนตัว เนื่องจากปีนี้ ผลการดำเนินงานยังแข็งแกร่งตามฤดูกาลท่องเที่ยว นโยบายรัฐหนุนนักท่องเที่ยวเติบโต โดยไตรมาสแรกปีนี้ (ต.ค.-ธ.ค. 59) มีรายได้รวมอยู่ที่ 12,613 ล้านบาท (-1% QoQ, +7% YoY) มีกำไรสุทธิ 5,084 ล้านบาท (+18% QoQ, +10% YoY) ภาพรวมผลการดำเนินงานนั้น ยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่องจากปัจจัยหนุนจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 3% QoQ และ 12% YoY รายได้ค่าบริการตรวจสอบผู้โดยสารล่วงหน้า และส่วนแบ่งผลประโยชน์ที่เพิ่มมากขึ้น 

ด้วยแนวโน้มการขยายตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวที่ยังคงดี โดยการเติบโตของสายการบินต้นทุนต่ำที่ขยายตัวถึง 18% YoY ประกอบกับแนวโน้มรายได้ค่าบริการ และส่วนแบ่งผลประโยชน์ที่จะขยายตัวเพิ่มได้อีกอย่างก้าวกระโดด ตามแผนการขยายท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง จึงคงคำแนะนำ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว”

ขณะที่โบรกเกอร์อีกกลุ่มหนึ่งกลับมองสวน โดยเฉพาะ บล.เอเซียพลัส รแนะนำระยะสั้นควรเลี่ยงลงทุน เนื่องจากประเด็นดังกล่าวเป็นความเสี่ยงเพิ่มเติม คือ ที่ดินราชพัสดุยังเรียกร้องค่าเสียหายระหว่างปี 2555-2559 รวม 2.07 หมื่นล้านบาท แม้ เอโอที ต้องเจรจาเงื่อนไขจ่ายที่ราชพัสดุอีกครั้ง หากประเมินผลกระทบในกรณีเลวร้าย คือ เอโอที ต้องจ่ายตามที่ที่ราชพัสดุเรียกร้อง เบื้องต้นคาดจะกระทบต่อกำไร เอโอที ปีละไม่ต่ำกว่า 3 พันล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 20% จากกำไรต่อปีของเอโอที เพราะการเจรจากับที่ราชพัสดุ เชื่อว่าน่าจะต้องใช้เวลาอีกระยะ แต่ท้ายสุดอาจต้องปรับลดประมาณการปี 2560 จากค่าเช่าที่ราชพัสดุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีผลให้ต้องปรับลดมูลค่าพื้นฐานลง ฉะนั้น ระยะสั้นจึงให้หลีกเลี่ยงลงทุนไปก่อน  

สอดคล้องกับมุมมอง ของ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ที่ระบุว่า ถือเป็นความเสี่ยงที่สำคัญของเอโอที เพราะเป็นประเด็นที่ยังไม่มีข้อสรุป และค่อนข้างส่งผลกระทบต่อภาพรวมในเชิงปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งน่าจะทำให้นักลงทุนกังวลในระดับ และจากการที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้านี้ ก็น่าจะเกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ด้วยเช่นกัน เพราะการปรับตัวลดลงครั้งนี้ค่อนข้างสวนทางกับงบการเงินของบริษัท ซึ่งกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 9.9%  

ดังนั้น ประเด็นสำคัญกรณีนี้ คือ การตีความยังไม่ชัดเจน เพราะต่างฝ่ายต่างคำนวณวันเริ่มต้นสัญญาคนละฐาน แต่เบื้องต้น เอโอที ยังคิดอัตราค่าเช่ายึดตามในอดีตก่อน แต่สุดท้ายคงต้องรอความชัดเจนในเรื่องนี้ว่าต้องจ่ายคืนเงินชดเชยหรือไม่ ส่วนอัตราค่าเช่าในอนาคต เชื่อว่ามีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น

ดังนั้นต้องจับตาว่า การเจรจาดังกล่าวระหว่าง เอโอที กับกรมธนารักษ์ จะสรุปผลอย่างไร เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาราคาหุ้นเอโอที มีการปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง หรือปรับตัวจาก 30-40 บาท ขึ้นมาซื้อขายถึงกว่า 400 บาท แม้ตอนนี้ราคาหุ้นตะปรับพาร์ลงมาเหลือ 1 บาท และลงมาซื้อขายกันที่ 40 บาทต้นๆในช่วงก่อนหน้านี้ แต่ก่อนหน้าก็มีการปรับตัวลดลงมาบ้าง และหนักสุดในช่วง 2 วันที่ผ่าน และมีโอกาศที่จะปรับตัวลดลงอีกได้ หากรายได้จะต้องสูญหายไป ทำให้บรรดาโบรกเกอร์ ต้องกลับมาทบทวนราคาพื้นฐานของหุ้น“เอโอที”กันใหม่