วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โต้สหรัฐหลังอันดับคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเกือบบ๊วย

"กรมทรัพย์สินทางปัญญา" โต้สหรัฐหลังจัดอันดับไทยอยู่ที่ 40 จากจัดอันดับรวม 45 ประเทศ ยันไทยให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาตามมาตรฐานสากล

จากกรณี สภาหอการค้าสหรัฐฯ (U.S. Chamber of Commerce) โดยศูนย์ทรัพย์สินทางปัญญาโลก (Global Intellectual Property Center: GIPC) ได้เผยแพร่ผลการจัดอันดับด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP Index) ที่มีผลต่อนวัตกรรม ประจำปี2560 ที่จัดให้ไทยอยู่จัดอันดับที่ 40 จากประเทศที่ถูกจัดอันดับทั้งสิ้น 45 ประเทศ โดยไทยได้รับคะแนน 9.35 คะแนน จากคะแนนเต็ม 35 คะแนน

นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า การจัดอันดับดังกล่าวเป็นการประเมินความพึงพอใจของกลุ่มภาคเอกชนสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น มิได้มาจากการประเมินของผู้มีส่วนได้เสียอย่างรอบด้าน โดยขอยืนยันว่าไทยได้ให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาตามมาตรฐานสากลตามความตกลงทริปส์ (TRIPS) ขององค์การการค้าโลก (WTO) แล้ว แต่ GIPC กำหนดตัวชี้วัดบางรายการสูงกว่ามาตรฐานดังกล่าว เช่น การชดเชยระยะเวลาการคุ้มครองสิทธิบัตร การผูกขาดข้อมูลการทดสอบยา และการเข้าเป็นภาคีความตกลงระหว่างประเทศต่างๆ เป็นต้น ทำให้ไทยได้คะแนนต่ำในบางหัวข้อ

นอกจากนี้ในส่วนการบังคับใช้กฎหมาย ทาง GIPC ระบุว่าไทยยังไม่มีกฎหมายป้องปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นสินค้าผ่านแดนและสินค้าผ่านลำเรือ (transit/transshipment goods) ซึ่งเป็นเรื่องที่ GIPC เข้าใจผิด เพราะไทยได้แก้ไข พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ.2469 และ พ.ร.บ. ว่าด้วยการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ศุลกากรในการตรวจจับผู้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นสินค้าผ่านแดนและผ่านลำเรือ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2558 ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้มีหนังสือแจ้งสภาหอการค้าสหรัฐฯ และสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ให้ทราบความเข้าใจผิดดังกล่าวแล้ว

อย่างไรก็ดี ในการจัดอันดับครั้งนี้ GIPC ตระหนักถึงพัฒนาการของไทยในด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา การป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และความโปร่งใสของศุลกากร และเห็นว่าไทยมีจุดแข็งเช่น ด้านมาตรฐานการคุ้มครองลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้า และสิทธิบัตรการออกแบบ การกำหนดระยะเวลาการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล และการไม่มีข้อจำกัดในเรื่องการใช้ประโยชน์จากตราสินค้า เป็นต้น ทำให้ในปีนี้ไทยได้รับคะแนนการประเมินเป็นร้อยละดีกว่าปี 2559 (จากร้อยละ 25 ในปี 2559 เป็นร้อยละ27 ในปี 2560)