คลังเผย ร่างกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของบอร์ดกฤษฎีกา อัตราสูงสุดกำหนดไม่เกิน 5%
นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในร่างกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะแยกที่ดินรกร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์ตามควร เป็นอีกประเภทหนึ่ง โดยหากไม่ใช้ประโยชน์ในที่ดิน จะปรับภาษีเพิ่ม 0.5% ในทุก 3 ปี สูงสุดไม่เกิน 5% ของราคาประเมิน ทั้งนี้ร่างกฎหมายได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาตัวร่างกฎหมายโดยคณะกรรมการกฤษฎีกา
“การแยกที่ดินรกร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์ตามสมควร ออกมาเป็นอีกหนึ่งประเภทนั้น เพื่อสร้างความแตกต่างของการใช้ประโยชน์ในที่ดินในแต่ละประเภทที่ชัดเจนมากขึ้น”
เดิมร่างกฎหมายฯได้แบ่งประเภทที่ดินและสิ่งปลูกสร้างออกเป็น 3 ประเภท คือ ที่ดินเพื่อการเกษตร,ที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัย และที่ดินประเภทอื่นๆ ซึ่งหมายรวมถึงที่ดินเพื่อการพาณิชย์ ที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ในทางอุตสาหกรรม และที่ดินรกร้างว่างเปล่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ตามสมควร
แต่การแบ่งประเภทของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใหม่ จะแบ่งเป็น 4 ประเภท คือ ที่ดินเพื่อการเกษตร,ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่ออยู่อาศัย,ที่ดินที่อยู่นอกเหนือประเภทที่หนึ่งและสอง ซึ่งหมายถึงที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อการพาณิชย์และอุตสาหกรรม และประเภทสุดท้ายคือ ที่ดินรกร้างว่างเปล่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ตามสมควร
การแยกที่ดินรกร้างออกมานั้น เพราะวัตถุประสงค์การใช้ที่ดินในประเภทที่สาม ซึ่งมีทั้งเพื่อการพาณิชย์และอุตสาหกรรม แตกต่างจากที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์หรือที่ดินรกร้างว่างเปล่า
สำหรับอัตราภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่า ตามร่างกฎหมายฉบับนี้ จะกำหนดเพดานสูงสุดไม่เกิน 2% ของราคาประเมินของกรมธนารักษ์ แต่เมื่อเริ่มใช้กฎหมายภาษีนี้ อาจจะกำหนดภาษีที่ใช้จริงในอัตราที่ต่ำกว่าอัตราตามเพดาน
อย่างไรก็ตาม ตามร่างกฎหมายฉบับนี้ จะกำหนดบทลงโทษ สำหรับผู้ที่ยังปล่อยที่ดินรกร้างโดยในทุก 3 ปี หากที่ดินแปลงนั้นยังไม่มีการใช้ประโยชน์ จะถูกปรับขึ้นอัตราภาษีเพิ่มขึ้น0.5%แต่อัตราที่ปรับเพิมขึ้นนั้นสูงสุดจะต้องไม่เกิน5%ของราคาประเมินที่ดิน
การปรับเพิ่มภาษีที่ดินรกร้าง ถือว่าให้เวลาแก่เจ้าของที่ดินค่อนข้างนาน คือปรับขึ้นทุก 3 ปี ซึ่งกว่าจะเต็มเพดานที่ 2% หรือ5%อาจต้องใช้เวลาเป็นสิบปีขึ้นไป ซึ่งเวลาที่ยาวนานเช่นนี้ คงไม่มีเจ้าของที่ดินรายใดปล่อยให้เป็นที่รกร้าง
นอกจากนี้ ยังได้เตรียมออกกฎหมายลูก เช่น กรณีเจ้าของบ้านหรือเจ้าของห้องชุด นำบ้านหรือห้องชุดของตนเองไปให้ผู้อื่น เช่นนี้จะถูกเก็บภาษีในฐานะที่เป็นที่อยู่อาศัยหรือการพาณิชย์ ซึ่งหากเก็บในเชิงพาณิชย์ ผู้ให้เช่าก็อาจผลักภาระภาษีไปให้แก่ผู้เช่าได้
อย่างไรก็ตาม หากกำหนดให้ลักษณะดังกล่าวเป็นเพื่อการอยู่อาศัย ซึ่งเสียภาษีต่ำกว่าเพื่อการพาณิชย์ ก็อาจมีช่องโหว่ให้ อาคารที่เป็นประเภทเซอร์วิส อพาทเมนท์ หรือ โฮมเสตย์ เสียภาษีในอัตราที่อยู่อาศัย แทนที่จะเป็นอัตราเชิงพาณิชย์ ทั้งๆที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการพาณิชย์ ทั้งนี้ จะต้องมีการหารือเพื่อกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวให้ชัดเจนกับกระทรวงมหาดไทย






