ลดอัตราการจ่ายปันผล แต่ปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้น
ประเด็นการลงทุน
ADVANC ได้ปรับลดนโยบายการจ่ายเงินปันผลลงจากขั้นต่ำ 100% ไปเป็นขั้นต่ำ 70% ของกำไรสุทธิรวมซึ่งมีผลตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป ส่งผลให้เราทำการปรับลดสมมติฐานอัตราการจ่ายเงินปันผลของเราลงจาก 80% เหลือ 70% ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป ซึ่งคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 4.2% สำหรับในปี 2560 ซึ่งก็ยังคงถือว่าสูงกว่าอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยของทั้งตลาดซึ่งอยู่ที่ 3% การจ่ายเงินปันผลที่ลดลงถือว่าเป็นการลดแรงกดดันที่มีต่ออัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ซึ่งจะยังคงระดับที่ต่ำกว่าระดับเกณฑ์ที่ 2 เท่าได้ไปจนถึงปี 2563 แต่เนื่องจากรายได้บริการที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งมากและค่าใช้จ่ายอุดหนุนเครื่องโทรศัพท์ที่ลดลงในไตรมาส 4/59 และคาดว่าจะต่อเนื่องไปยังปี
2560 ส่งผลให้เราทำการปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2560 เพิ่มขึ้นอีก 7% เรายังคงคำแนะนำ “ถือ”
สรุปผลประกอบการไตรมาส 4/59—กำไรหลักต่ำกว่าคาด
ADVANC รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 4/59 ที่ 6.47 พันล้านบาท ลดลง 40% YoY และ 1% QoQ ถ้าไม่รวมรายการพิเศษในไตรมาส 4/59 ซึ่งได้แก่ กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 6 ล้านบาทและผลประโยชน์ทางภาษี 835 ล้านบาท กำไรหลักในไตรมาสนี้อยู่ที่ 5.63 พันล้านบาท ซึ่งลดลง 47% YoY และ 13% QoQ กำไรสุทธิสูงกว่าคาด 6% เนื่องจากการบันทึกรายการผลประโยชน์ด้านภาษี ในขณะที่กำไรหลักต่ำ กว่าคาด 7% เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและหนี้สูญที่สูงกว่าคาด ในไตรมาสนี้มีปัจจัยบวกสนับสนุนอยู่ 2 ปัจจัยได้แก่ รายได้บริการที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งและค่าใช้จ่ายเงินอุดหนุนและส่วนลดค่าเครื่องโทรศัพท์ที่ลดลง (2 พันล้านบาทในไตรมาส 4/59 เทียบกับ 3 พันล้านบาทในไตรมาส 3/59
และ 5 พันล้านบาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2559) รายได้บริการ (ที่ไม่รวมไอซี) ในไตรมาส 4/59 เพิ่มขึ้นแข็งแกร่ง 5.8% YoY และ 3.2% QoQ ซึ่งถือว่าเป็นอัตราการเติบโต YoY ที่สูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 2/56 เป็นต้นมา จำนวนผู้ใช้บริการรายใหม่สุทธิ (Net additions) ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 1.16 ล้านราย ซึ่งถือว่าสูงสุดเช่นกันนับตั้งแต่ไตรมาส 2/57 เป็นต้นมา (ดูรายละเอียดหน้า 4)
รายได้บริการที่เพิ่มสูงขึ้นและค่าใช้จ่ายอุดหนุนค่าเครื่องที่ลดลงในปี 2560
บริษัทตั้งเป้ารายได้บริการ (ที่ไม่รวมไอซี) ในปี 2560 เพิ่มขึ้น 4-5% YoY จากการขยายโครงข่าย 3จี/4จี ให้ครอบคลุมมากขึ้น และรายได้จากธุรกิจบรอดแบนด์ประจำที่ที่เพิ่มขึ้นจากการขยายเข้าไปในพื้นที่ให้บริการใหม่ อีกทั้งบริษัทยังตั้งเป้ามาร์จิ้นจากการขายเครื่องโทรศัพท์ที่ใกล้ศูนย์ในปี 2560 เนื่องจากค่าใช้จ่ายอุดหนุนเครื่องโทรศัพท์ลดลง และตั้งเป้าเพิ่ม
EBITDA มาร์จิ้นของงบรวมจาก 39.9% ในปี 2559 ไปเป็น 42-44% ในปี 2560 เป้างบลงทุนอยู่ที่ 4-4.5 หมื่นล้านบาท (เทียบกับ 4.8 หมื่นล้านบาท ในปี 2559) โดยจะเน้นขยายคาปาซิตี้ 4 จีในตัวเมืองใหญ่ และจัดสรรงบลงทุน 5 พันล้านบาทสำหรับธุรกิจบรอดแบนด์ประจำที่
ปรับกำไรสุทธิปี 2560 เพิ่มขึ้นอีก 7% เพื่อสะท้อนค่าใช้จ่ายอุดหนุนค่าเครื่องและภาษีจ่ายที่ลดลง
เนื่องจากบริษัทจะเน้นไปยังกลุ่มลูกค้าที่มีคุณภาพและลูกค้าระดับบนมากขึ้นในปี 2560 ดังนั้นเงินอุดหนุนค่าเครื่องโทรศัพท์จึงมีแนวโน้มที่จะลดลงในปี 2560 เราใช้สมมติฐานเงินอุดหนุนและส่วนลดค่าเครื่องโทรศัพท์รวมทั้งหมด (ซึ่งบันทึกทั้งในต้นทุนขายเครื่องโทรศัพท์และค่าใช้จ่ายด้านการตลาด) ที่ 7 พันล้านบาทในปี 2560 หรือคิดเป็นลดลง 1 พันล้านบาทจากสมมติฐานของเราก่อนหน้า และเนื่องจากเงินค่าอุดหนุนเครื่องโทรศัพท์ที่ลดลงและผลประโยชน์ด้านภาษีที่ได้รับจากสินทรัพย์ถาวรบางประเภทเป็นระยะเวลา 5 ปี (คิดเป็นปีละ 853 ล้านบาทตั้งแต่ปี 2559-63) เราจึงทำการปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2560-63 เพิ่มขึ้นอีก 7-8% และปรับราคาเป้าหมายซึ่งประเมิน ด้วยวิธี DCF เพิ่มขึ้นอีก 7% (ไปเป็น 157 บาท)
ปรับลดอัตราการจ่ายเงินปันผลลงจากเดิม
บริษัททำการปรับลดนโยบายอัตราการจ่ายเงินปันผลลงจาก ”ขั้นต่ำ 100%” ไปเป็น “ขั้นต่ำ 70%” ของกำไรสุทธิรวมตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป เพื่อรักษาสถานะของกระแสเงินสดและความยืดหยุ่นทางการเงินเพื่อเตรียมไว้สำหรับการเปิดประมูลคลื่นความถี่ใหม่รวมถึงเงินลงทุนอื่นๆ ในอนาคต และเพื่อรักษาระดับเกณฑ์อัตราส่วนหนี้สุทธิต่อ EBITDA ไว้ไม่ให้เกิน 2 เท่า จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น เราจึงทำการปรับลดสมมติฐานอัตราการจ่ายเงินปันผลให้เป็นไปในเชิงอนุรักษ์นิยมมากขึ้นจาก 80% เหลือ 70% ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป ซึ่งส่งผลให้เงินปันผลต่อหุ้นสำหรับปี 2560 ลดลงเหลือ 6.68 บาท หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 4.2%









