ฉีกแนวจากธุรกิจเดิมของครอบครัวจากมอเตอร์ไซค์มาทำไอที ในวิถีของสตาร์ทอัพ
เวลานี้ธุรกิจของ “วุฒิกร มโนมัยพิบูลย์” กำลังวางแผนระดมทุนระดับซีรีส์เอ ส่วนเป้าหมายใหญ่ก็คือการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์
เขาเป็นเจนเนอเรชั่นที่สามของตระกูล “มโนมัยพิบูลย์” ซึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อนเคยทำธุรกิจเป็นตัวแทนจำหน่ายจักรยานยนต์ “คาวาซากิ” ในประเทศไทย อีกทั้งยังปั้นแบรนด์จักรยานยนต์สัญชาติไทยชื่อว่า “ไทเกอร์”
เป็นคนเรียนเก่งจบปริญญาตรี วิศวะไฟฟ้า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และไปเรียนต่อปริญญาโท วิศวะดาวเทียม ที่มหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งจะดีหรือร้ายใครจะรู้เนื่องจากในปี 2540 ที่เขาเรียนจบอยู่ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังประสบวิกฤติต้มยำกุ้งพอดี ทำให้ธุรกิจของครอบครัวล่ม เลยเป็นไฟลท์บังคับทำให้เขาต้องอยู่ต่อทำงานหาเงินที่อเมริกา
งานแรกก็คือ “แฮกเกอร์” ที่บริษัทซันไมโครซิสเต็มส์ เพราะสมัยเรียนเขาได้แสดงฝีมือเจาะระบบของมหาวิทยาลัยจนมีชื่อเสียงโด่งดัง จากนั้นก็ถูกซื้อตัวไปทำงานในบริษัทอีกหลายต่อหลายแห่ง เขาได้ขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงหรือซีทีโอตั้งแต่อายุ 25 ปี เคยพัฒนาซอฟท์แวร์ที่เป็นฐานข้อมูลในการผลิตจรวด เคยทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับรัฐบาลอเมริกันเกี่ยวกับการผลิตอาวุธ และได้เปิดบริษัทตัวเองทำธุรกิจเกี่ยวกับค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซ
ถูกปลูกฝังให้เป็นผู้นำ
วุฒิกรบอกว่า เขาทำงานอยู่ที่อเมริกานานถึง 12 ปี ทำให้พบข้อดีว่า การได้อยู่และทำงานที่ประเทศที่เจริญก้าวหน้า ช่วยให้ได้พบเห็นโอกาสใหม่ๆ ได้มีมุมมองใหม่ๆ พอเดินทางกลับมาเมืองไทยเดิมทีก็ไม่ได้ตั้งใจจะเปิดบริษัทขึ้นมา แต่เมื่อลองไปสมัครงานดูก็ได้งานได้เงินที่ดูเหมือนจะไม่สมราคา
“เขาจะจ้างผมเป็นจีเอ็มแต่กลับได้เงินเดือนน้อยกว่าลูกน้องอีก จึงคิดว่าต้องเปิดบริษัทเอง ผมโตมาจากบ้านที่ทำธุรกิจ ถูกปลูกฝังตั้งแต่เด็กว่าเราจะต้องเป็นผู้นำ พ่อพูดเสมอว่าไม่ได้เลี้ยงลูกให้มาเป็นลูกน้อง”
บริษัท อีคาร์ทสตูดิโอ ของเขาเริ่่มต้นด้วยการพัฒนาซอฟท์แวร์สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ แต่ทำไปทำมาก็พบว่าตลาดนี้เริ่มมีการแข่งขันที่รุนแรง และเข้าทำนองที่ว่าปลาใหญ่กินปลาเล็ก และในไม่ช้าปลาเล็กก็น่าจะค่อยๆตายไปทั้งหมด
"ผมกับพาร์ทเนอร์ (ดร. ธัชพงษ์ โหตรภวานนท์) คิดกันว่าถ้าอยู่ในตลาดนี้เราจะเหนื่อย เพราะเราไม่มีอะไรที่เป็นนิชมาร์เก็ตเลย จึงผันตัวออกมาทำเรื่องของแผนที่ จับทาร์เก็ตลูกค้าเกี่ยวข้องกับโลเคชั่น เช่น กรมธนารักษ์ และวิริยะประกันภัยที่ใช้ระบบของเรา เมื่อพัฒนาเป็นแอพพลิเคชั่นเราก็มีความเป็นยูนีคเลยในเรื่องของแผนที่"
ปัจจุบันเขาทำอยู่ 3 ธุรกิจหลักๆ ก็คือ หนึ่งคือ ระบบ LIMS (Location Information Management System) ซึ่งลูกค้าหลักก็คือกลุ่มธุรกิจประกันภัยต่างๆ เช่นประกัน
รถ ประกันชีวิต ฯลฯ เมื่อเวลามีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ทางลูกค้าสามารถแจ้งเหตุกับบริษัทประกันฯ ผ่านสมาร์ทโฟนได้ทันที สอง ดิจิทัล การ์ด และสาม แอพเรียกแท็กซี่ ชื่อว่า แท็กซี่บีม (Taxi-Beam)
ในอนาคตอันใกล้นี้ ทั้ง 3 ธุรกิจนี้กำลังจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ วุฒิกรวางแผนว่าธุรกิจแท็กซี่บีมจะไปเข้าตลาดที่ฮ่องกง ส่วนดิจิทัล การ์ดจะเข้าตลาดที่สิงคโปร์ ส่วนธุรกิจที่ทำเกี่ยวกับประกันภัยกำลังจะเรสฟันด์ซีรีส์เอ จากนั้นจะเอาเข้าตลาดไทยและไม่ได้หวังแค่เอ็มเอไอ แต่เป็นตลาดใหญ่ก็คือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
"ผมอยากจะพิสูจน์ว่าบริษัทซอฟแวร์ก็เข้าเซ็ทได้ และตั้งทาร์เก็ตไว้สามหมื่นล้าน ทุกคนต้องฝันก่อน ได้หรือไม่ได้ก็ค่อยว่ากัน แต่มันคือความฝันของผม ตอนนี้ก็ตั้งโจทย์ให้ลูกน้องว่าจะเอาบริษัทเข้าตลาดเซ็ท แต่ถ้าไม่ได้ก็ลงเอ็มเอไอ ถ้าเราตั้งเป้าสูงจะทำให้คนดิ้นรน ในชีวิตจริงผลที่ทำได้มักจะต่ำกว่าเป้าอยู่เสมอ"
สร้างชื่อด้วยรางวัลระดับโลก
วุฒิกรนำเอาโปรดักส์ที่พัฒนาเข้าร่วมแข่งในงาน The Asia Pacific ICT Alliance Awards (APICTA Awards)ซึ่งถือเป็นเวทีประกวดผลงานซอฟท์แวร์ที่ใหญ่
เป็นอันดับหนึ่งของโลก เป็นการแข่งขันกันของ 15 ประเทศในกลุ่มเอเชียแฟซิฟิค และครั้งล่าสุดเมื่อปี 2559 ที่ผ่านมามีผู้เข้าร่วมแข่งมากถึง 400 คน แต่สุดท้ายเขาก็ได้รางวัลชนะเลิศ และถือเป็นแฮตทริกเพราะเขาได้รางวัลนี้มาแล้วถึงสามครั้งซึ่งยังไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน
"ผมอธิบายภาพธุรกิจเหมือนกับที่เซลล์ทำ เพราะผมถูกส่งไปเรียนต่อต่างประเทศภาษาผมก็ดี เวทีนี้ไม่ได้เงิน แต่เป็นความภูมิใจ และทำให้เราได้คอนเน็คชั่นทั้งลูกค้า คู่ค้าและนักลงทุน เราไปในนามตัวแทนของประเทศไทย ที่จริงก็ไม่เคยมีใครได้รางวัลเป็นครั้งที่สอง แต่มันก็ไม่ได้เป็นข้อพิสูจน์เพราะที่สุดจะมีคนตามทันได้เสมอ ผมเลยต้องไปชนะอีกเป็นสามครั้งเพื่อจะได้ไม่มีใครตามได้ทัน"
เคล็ดลับความสำเร็จ ก็คือ แม้ว่าจะเป็นเวทีประกวดซอฟท์แวร์ ที่ดูเหมือนจะต้องพูดกันด้วยภาษาของไอที เทคโนโลยี แต่สุดท้ายแล้วผู้เข้าแข่งต้องพิสูจน์ให้กรรมการเห็นถึงความเป็นไปได้ทางธุรกิจ วุฒิกรมองว่าจุดอ่อนของคนไทยที่ไปชนะบนเวทีต่างประเทศได้ยากเพราะติดเรื่องของภาษา ทั้งเวลาแข่งก็มักพูดถึงแต่เรื่องความเจ๋งของระบบที่ตัวเองพัฒนาขึ้นมา ขณะที่คณะกรรมการมีประสบการณ์มาจากหลายสาขา ทำนองว่าถ้าไม่ได้เชี่ยวชาญทางไฟแนนซ์แม้จะอธิบายยืดยาวแค่ไหนก็คงทำให้เก็ทไม่ได้ง่ายๆ
"ผมใช้วิธีถามคณะกรรมการไปว่า ทุกวันนี้เขารถขับใช่ไหม และได้กรมธรรม์เป็นกระดาษใช่ไหม แล้วเวลาเกิดเรื่องขึ้นมาต้องติดต่อกับบริษัทประกันโดยการโทรศัพท์ จากนั้น ผมก็เปิดให้ดูระบบของผมในมือถือและก็กดวิธีการใช้ให้เขาดูเลย โดยที่ผมไม่ได้พูดรายละเอียดของระบบมากมาย ซึ่งกรรมการเขาก็ชอบเพราะเราทำได้จริงไม่ได้ฝัน"
กฏทอง 3 ข้อ ของสตาร์ทอัพ
เป็นเรื่องจริงที่ว่าสตาร์ทอัพส่วนใหญ่จะล้มเหลวเรียกว่ามากถึงร้อยละ 90 เลยทีเดียว แม้ว่าจะผู้ก่อตั้งจะเป็นโปรแกรมเมอร์ขั้นเทพเป็นเซียนเขียนระบบหรือแอพชนิดหาตัวจับยากก็ตาม แต่กลับมองข้ามในเรื่องความง่ายของการใช้งาน ที่แนะนำว่าต้องง่ายถึงขั้นที่ยูสเซอร์หรือผู้ใช้ที่ห่างไกลจากเทคโนโลยีอย่างเช่น ผู้สูงวัย หรือแม้กระทั่งคนที่่ใช้แรงงานก็ยังสามารถใช้ได้
และวุฒิกรบอกว่า การจะทำธุรกิจอะไรก็ตามต้องคิดถึงหลักการ 3 ข้อ 1. ต้อง “คิลเลอร์ ฟังก์ชั่น” จุดชี้เป็นชี้ตายที่คนอื่นทำไม่ได้ 2. ต้องมี “ว้าว ฟังก์ชั่น” มีความโดดเด่นพอคนเห็นเป็นต้องร้องว้าว และ 3. ช่วยประหยัดต้นทุน สร้างประโยชน์ได้
"สตาร์ทอัพไทยมักจะมีไม่ครบสามข้อ จะมีแต่ว้าว แต่ไม่คิลเลอร์ มีแค่ว้าวคนอื่นก็ก้อบปี้ได้ และก็ไม่มีเรื่องการเซฟเงิน ส่วนใหญ่จะมีแต่ไอเดีย แต่ทำได้จริงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งถ้าทำได้ครบนักลงทุนที่ไหนก็อยากจะมาลงทุน และถ้าธุรกิจไหนที่เสี่ยงมากเขาก็จ่ายให้น้อย อันไหนเสี่ยงน้อยเขาก็จ่ายให้เยอะ"
อีกปัญหาหนึ่งของสตาร์ทอัพก็คือ เมื่อระดมทุนได้รับเงินมาแล้วก็ไม่รู้ว่าจะต้องใช้มันอย่างไร วุฒิกรตั้งบริษัทในโมเดลของสตาร์ทอัพ แต่ระบบบัญชีเขาทำเหมือนกับคอปอเรทใหญ่ เพราะบัญชีถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ ถ้ามันเฟลธุรกิจก็จะเฟลทั้งหมด
"ผมศึกษามาเยอะบอกได้เลยว่า ตอนเริ่มต้นสตาร์ทอัพต้องการโค้ชชิ่งที่มากประสบการณ์มาช่วยพรูฟคอนเซ็ปต์ ว่าที่เขาคิดเวิร์คหรือไม่เวิร์ค และนำพาไปหาคอนเน็คชั่น ตัวผมเองให้หุ้นฟรี ๆกับคนที่คิดว่าจะมาช่วยทำบริษัทใหญ่ขึ้นบางครั้งเราต้องคิดเกม เงินไม่ใช่คำตอบสุดท้าย สตาร์ทอัพไม่ควรคิดเรื่องเงินตั้งแต่แรก แต่ควรหาคนที่มาช่วยคิดทำให้ธุรกิจก้าวไปข้างหน้า และในการตั้งธงธุรกิจผมจะมองเรื่องประโยชน์ของลูกค้าของประชาชนก่อน เพราะถ้าลูกค้าได้ที่สุดบริษัทเราก็ได้"









