“แบงก์ชาติ” ออกกฎคุม บง. ยึดหลักเกณฑ์เดียวกับแบงก์พาณิชย์ เน้นดูแล 3 ด้าน ทั้งด้านเงินกองทุน สภาพคล่อง ความเสี่ยงปฎิบัติการ เริ่มใช้ 1 ก.ค.
นางฤชุกร สิริโยธิน รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ลงนามในหนังสือเวียนที่ส่งถึงบริษัทเงินทุน(บง.) ทุกแห่งเรื่อง หลักเกณฑ์การกำกับดูแลสำหรับบริษัทเงินทุน โดย ธปท. กำหนดมาตรฐานการกำกับดูแลบง.ใน 3 ด้านที่สำคัญ
ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ได้แก่ การกำกับดูแลด้านเงินกองทุน การกำกับดูแลความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง และการกำกับดูแลความเสี่ยงด้านปฎิบัติการ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2560 โดยให้ถือปฎิบัติดังนี้
หลักเกณฑ์การกำกับดูแลด้านเงินกองทุน กำหนดให้ บง. ดำรงเงินกองทุนโดยยึดตามหลักเกณฑ์ของธนาคารพาณิชย์ที่อ้างอิง บาเซิล3 ที่กำหนดให้ดำรงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ความเสี่ยงด้านเครดิต ความเสี่ยงด้านการตลาดและความเสี่ยงด้านปฎิบัติการ โดยให้ บง. ดำรงเงินกองทุนขั้นที่1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของไม่ต่ำกว่า 4.5% อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ไม่ต่ำกว่า 6% และอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า 8.5%
รวมทั้งดำรงเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อรองรับผลขาดทุนในภาวะวิกฤตและเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อรองรับความเสี่ยงเชิงระบบซึ่งจะลดความร้อนแรงในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้นและผ่อนคลายในช่วงเศรษฐกิจขาลง อีกทั้งได้กำหนดหลักเกณฑ์การกำกับดูแลโดยทางการและหลักเกณฑ์ที่ใช้กลไกตลาดในการกำกับดูแลให้บ บง. ถือปฎิบัติด้วย
ส่วนการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง(Liquidity Coverage Ratio หรือ LCR) ให้บริษัทเงินทุนดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง ณ สิ้นวันทุกเดือนไม่ต่ำกว่าประมาณการกระแสเงินสดไหลออกสุทธิใน 30 วัน นับจากวันสิ้นเดือน ภายใต้สถานการณ์ด้านสภาพคล่องที่มีความรุนแรงตามที่ธปท.กำหนด
สาเหตุที่ ธปท. ออกหลักเกณฑ์ดังกล่าว สืบเนื่องจากปัจจุบันการดำเนินธุรกิจของ บง. มีพัฒนาการที่ทำให้ต้องมีการปรับการบริหารความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ประกอบกับมาตรฐานการกำกับดูแลในระดับสากลมีการปรับปรุงให้สถาบันการเงินสามารถปรับตัวเพื่อรองรับความผันผวนได้ดียิ่งขึ้น ธปท.จึงเห็นควรปรับปรุงมาตรฐานการกำกับดูแลบง.ให้สะท้อนความเสี่ยงจากการประกอบธุรกิจได้ดีขึ้นและครอบคลุมความเสี่ยงมากขึ้น
นอกจากนี้ยังสามารถรองรับแนวโน้มการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของบริษัทเงินทุนเพื่อให้สามารถรองรับความผันผวนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤตอันจะส่งผลดีต่อเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินในระยะยาว









