วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คลัง-คมนาคมตั้งเป้าเบิกจ่ายงบลงทุนปีนี้2.4แสนล.

"คลัง-คมนาคม" ตั้งเป้าเบิกจ่ายงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานวงเงิน 2.4 แสนลบ. ชี้ปีก่อนทำได้ 60% ของเป้า “พิชิต” เล็งเลิกสัญญาเบสท์ริน-ผิดเงื่อนไข

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจว่า ที่ประชุมได้ติดตามถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและมาตรการที่รัฐบาลได้ออกมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา โดยในส่วนของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมนั้น ได้รับรายงานจากกระทรวงคมนาคมถึงยอดการเบิกจ่ายเงินลงทุนในโครงการดังกล่าว โดยในวงเงินลงทุน 20 โครงการ มูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท มีเป้าหมายการเบิกจ่ายจำนวน 1 แสนล้านบาท สามารถเบิกจ่ายได้ 7.98 หมื่นล้านบาท หรือ 60% ของเป้าหมาย

“การเบิกจ่ายงบลงทุนดังกล่าวถือว่า ต่ำกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้ สาเหตุที่ทำให้เบิกจ่ายล่าช้า ก็มีหลายส่วน เช่น เรื่องการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และ หนึ่งในโครงการที่มีความล่าช้า คือ การลงทุนรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ซึ่งที่ประชุมได้มอบให้กระทรวงคมนาคมไปเร่งรัดโครงการ เพราะเป็นโครงการที่คณะรัฐมนตรีได้เร่งรัดมา”

อย่างไรก็ดี สำหรับการเบิกจ่ายงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในปีนี้ กระทรวงคมนาคมได้รายงานว่า จะมียอดเบิกจ่ายรวมได้ 1.6 แสนล้านบาท มากกว่าปีก่อนหน้าถึงสองเท่า ขณะเดียวกัน ก็จะมีโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมในปีนี้อีกจำนวน 28 โครงการ คิดเป็นมูลค่าลงทุนรวม 8 แสนล้านบาท คาดว่า จะสามารถเบิกจ่ายได้ 8 หมื่นล้านบาท หรือ 10% ของมูลค่าลงทุน

“ในปีนี้ เราจะมีวงเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จะสามารถเบิกจ่ายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้จากโครงการเก่า 1.6 แสนล้านบาท และ โครงการใหม่อีก 8 หมื่นล้านบาท รวมเป็น 2.4 แสนล้านบาท เงินจำนวนนี้ ก็เชื่อว่า จะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้ได้”

ยอดอนุมัติบีโอไอปี 59 พุ่ง 200%

สำหรับยอดขออนุมัติการลงทุนในบีโอไอในปีที่แล้วนั้น ได้รับรายงานว่า มียอดขออนุมัติการลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 200% ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี และเป็นสัญญาณที่แสดงถึงการฟื้นตัวการลงทุนของภาคเอกชน โดยสัดส่วนการลงทุนในบีโอไอคิดเป็น 15% ของการลงทุนภาคเอกชนทั้งหมด ส่วนยอดขออนุมัติการลงทุนบีโอไอในปีนี้นั้น ประเมินว่า น่าจะดีขึ้นกว่าปีก่อน เนื่องจาก บีโอไอได้ออกกฎหมายที่จะสิทธิประโยชน์เรื่องการลดหย่อนภาษีเพิ่มเป็น 13 ปี จากเดิม 8 ปี บวกกับ กฎหมายเพื่อส่งเสริมการแข่งขันของบีโอไอที่จะให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับรายงานถึงความคืบหน้าการดำเนินมาตรการของรัฐที่ใส่เม็ดเงินลงในระดับท้องถิ่น อาทิ ผ่านกองทุนหมู่บ้าน หมู่บ้าน และเกษตรกรว่า การดำเนินงานทุกโครงการเป็นไปตามเป้าหมาย โดยเม็ดเงินที่ลงไปทำให้ประชาชนดำรงชีพได้ ขณะเดียวกัน ได้มีการประเมินถึงการใช้จ่ายเงินของประชาชนด้วยว่า จำนวนเงินประมาณ 30% นำไปใช้เพื่อการบริโภค จำนวน 19% นำไปชำระหนี้ จำนวน 10% นำไปเพื่อการศึกษาบุตร เป็นต้น

ลงทุนพื้นฐานปีนี้ 36 โครงการ 8.96 แสนล.

ด้านนายพิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมกล่าวถึงโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มเติมในปีนี้ว่า จริงๆแล้วมีโครงการขนาดใหญ่และขนาดกลางรวม 36 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวม 8.96 แสนล้านบาท โดยโครงการขนาดใหญ่ อาทิ โครงการรถไฟรางคู่ 10 เส้นทาง โครงการรถไฟชานเมือง 2 เส้นทาง ระบบขนส่งมวลชน 6 โครงการ ทางหลวงพิเศษ ทางพิเศษ 5 เส้นทาง ระบบขนส่งทางน้ำ 3 โครงการ ทางอากาศ 3 โครงการ เป็นต้น

ส่วนความคืบหน้าโครงการต่อเนื่องจากปี 2559 ที่อยู่ระหว่างการประกวดราคา ประกอบด้วย 15 โครงการ เช่น การจัดซื้อรถโดยสารรถไฟฟ้า 200 คัน พร้อมก่อสร้างสถานีประจุไฟฟ้า ซึ่งอยู่ระหว่างทบทวนมติ ครม. รถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วง ตลิ่งชัน-ศูนย์วัฒนธรรม ที่คาดว่าจะประกวดราคาได้ในเดือนกรกฎาคม 2560 สายสีชมพูช่วงแคราย-มีนบุรี สายสีเหลือง ลาดพร้าว บางกะปิ สำโรง นอกจากนี้ ยังมีโครงการรถไฟทางคู่ช่วงปากน้ำโพ-เช่นชัย / ชุมทางจิระ-อุบลราชธานี-ขอนแก่น-หนองคาย และชุมพร-สุราษฎร์ธานี รถไฟชานเมืองสายสีแดงออก ช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช และช่วงตลิ่งชัน-ศาลายา และเส้นสีแดงเข้มบางซื่อ-รังสิต เป็นต้น

“ในปี 2560 เราจะเร่งในส่วนของรถไฟฟ้าอย่างเต็มที่ ซึ่งหวังว่าจะมีรถไฟครบ 25 เส้นทาง ขณะที่รถไฟไทย-จีน ก็อยู่ในแผนที่นายกรัฐมนตรีเร่งรัด เพราะมีความล่าช้า ก็ได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมไปพิจารณาและเร่งดำเนินการต่อให้เร็วที่สุดให้ได้ ซึ่งมองว่าจะได้เห็นในปี 2560 นี้อย่างแน่นอน”นายพิชิต กล่าว

เล็งบอกเลิกสัญญาซื้อรถเมล์เอ็นจีวี

นายพิชิต กล่าวถึงกรณีองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ไม่รับมอบรถเมล์เอ็นจีวีว่า ขณะนี้เป็นปัญหาทางเทคนิคที่ทีโออาร์ไม่ได้ระบุว่าต้องผลิตจากที่ใด แต่จากสัญญาที่ขสมก.ทำกับ บริษัทเบสท์ริน กรุ๊ป ระบุว่าต้องผลิตในประเทศจีน และประกอบในประเทศมาเลเซีย โดยขณะนี้ขสมก.ไม่กล้าตรวจรับหากผิดจากสัญญา เนื่องจากทางกรมศุลกากรพบข้อเท็จจริงบางอย่างว่ารถดังกล่าวผลิตและประกอบจากประเทศจีน ซึ่งถือว่าไม่ตรงกับสัญญา

นายพิชิต กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนในด้านเอกสารจากกรมศุลกากร ซึ่งขสมก.มีทางเลือก 2 ทาง คือ 1.รอทางกรมศุลกากรยืนยัน ทราบว่า กรมศุลกากรของไทยทำหนังสือสอบถามไปยังกรมศุลกากรมาเลเซียเรื่องนี้ ยัง ไม่ทราบว่าจะตอบกลับเมื่อไหร่ ส่วนทางเลือกที่สอง คือ ถ้าผู้นำเข้าส่งมอบรถยนต์ไม่ได้ตามกำหนด ถูกปรับเป็นรายวัน หากค่าปรับครบ 10% ของมูลค่าสัญญา ขสมก.สามารถบอกเลิกสัญญาได้ โดยค่าปรับจะครบ 10% ในวันที่ 7 ก.พ.นี้

“เมื่อถึงวันที่ 7 ก.พ.2560 ขสมก.มีสิทธิยกเลิกสัญญาจากเอกชนได้ และจะต้องทำการประมูลใหม่ เพราะเหตุเกิดจากเอกชนส่งมอบสินค้าไม่ได้ และเอกชนไม่สามารถเอาเงื่อนไขว่า ขสมก.ไม่ยอมรับรถไม่ได้ เพราะว่า ต้องดูข้อเท็จจริง และขณะนี้ยังมีการสงสัยว่า สินค้าผิดจากข้อสัญญาที่ระบุไว้”