หากสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจาก"จีน-เม็กซิโก"จริง อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยทั้งทางบวกและทางลบ
นโยบายเศรษฐกิจของโดนัลด์ ทรัมป์ (Trumponomics) ถูกวางกรอบไว้ภายใต้แนวคิด “ผลประโยชน์ของสหรัฐต้องมาก่อน” หรือ “America First” ที่ชูนโยบายปกป้องทางการค้า (Protectionism) เป็นหนึ่งในนโยบายหลัก เนื่องจาก ทรัมป์ มองว่าช่วงที่ผ่านมา การที่สหรัฐขาดดุลการค้าจำนวนมหาศาล รวมถึงบริษัทสัญชาติอเมริกันจำนวนมาก ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศกำลังพัฒนา เป็นต้นตอสำคัญของปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ซบเซาในปัจจุบัน ทำให้หลายฝ่ายกำลังจับตามองนโยบาย Protectionism ของสหรัฐ โดยเฉพาะนโยบายการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้า ที่กำลังพุ่งเป้าไปยังจีน และเม็กซิโก ซึ่งถือเป็น 2 ประเทศที่สหรัฐ ขาดดุลการค้าสูงเป็นอันดับต้นๆ รวมกันถึงกว่า 55% ของยอดขาดดุลการค้ารวมของสหรัฐ
ฝ่ายวิจัยธุรกิจ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือเอ็กซิมแบงก์ ระบุว่า แม้ไทยไม่ใช่ประเทศที่ตกเป็นเป้าหมายที่สหรัฐ จะดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้า แต่หากสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน หรือเม็กซิโกจริง อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยทั้งทางบวกและทางลบ
สำหรับ ผลกระทบเชิงบวก กลุ่มสินค้าที่ไทยเป็นคู่แข่งกับจีน หรือเม็กซิโกในตลาดสหรัฐ มีโอกาสแย่งส่วนแบ่งตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่ไทยมีศักยภาพ และมีจีน หรือเม็กซิโกเป็นคู่แข่งสำคัญ อาทิ ยางล้อรถยนต์ เครื่องปรับอากาศ เครื่องนุ่งห่ม รถยนต์และส่วนประกอบ ส่วนประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์และ Hard Disk Drive (HDD) ยางและผลิตภัณฑ์
"สินค้าเหล่านี้ คาดจะได้รับผลดี หากจีน หรือเม็กซิโก ต้องเผชิญอุปสรรคด้านภาษีมากขึ้น ขณะเดียวกันไทยอาจได้อานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติในจีนมายังไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ไทยมีห่วงโซ่อุปทาน หรือคลัสเตอร์ที่แข็งแกร่ง อาทิ รถยนต์และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ"
ปัจจุบันเริ่มมีนักลงทุนต่างชาติในบางอุตสาหกรรม ย้ายฐานจากจีนมาไทยบ้างแล้ว อาทิ แผงโซลาร์เซลล์ ยางล้อรถยนต์ (สำหรับในเม็กซิโกคาดว่านักลงทุนต่างชาติ จะย้ายฐานไปประเทศที่อยู่ในภูมิภาคใกล้เคียง อาทิ ลาตินอเมริกา)
ขณะที่ ผลกระทบเชิงลบต่อไทย นั่นก็คือ กลุ่มสินค้าที่ไทยเป็นคู่ค้า และอยู่ในห่วงโซอุปทานเดียวกับจีน หรือเม็กซิโก อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการที่จีน หรือเม็กซิโกส่งออกไปสหรัฐได้ลดลง ทำให้จีน หรือเม็กซิโกนำเข้าสินค้าวัตถุดิบ และกึ่งวัตถุดิบจากไทยลดลง อาทิ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (ส่วนประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ แผงวงจรไฟฟ้า วงจรพิมพ์) ชิ้นส่วนยานยนต์ หรือยางล้อรถยนต์
ขณะเดียวกัน สินค้าไทยอาจเสี่ยงต่อการถูกจีนทุ่มตลาด หลังจากสหรัฐ ตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากจีน อาจทำให้จีนได้รับผลกระทบรุนแรง จนต้องระบายสินค้าไปยังประเทศอื่นแทน ส่งผลให้สินค้าไทยที่ส่งออกไปตลาดเดียวกับจีน ต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านราคาจากการทุ่มตลาดของจีนในกลุ่มสินค้าดังกล่าวมากขึ้น อาทิ ผลิตภัณฑ์พลาสติก (เม็กซิโกไม่ใช่ฐานการผลิตหลักของโลกเหมือนจีน ทำให้ไทยไม่น่าจะได้รับผลกระทบด้านนี้จากเม็กซิโก)
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเกี่ยวกับนโยบายดึงดูดให้บริษัทสหรัฐ ที่ไปลงทุนในต่างประเทศย้ายฐานกลับสหรัฐ อาทิ การปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยเฉพาะบริษัทที่เป็นผู้ส่งออก ซึ่งหากรัฐบาลสหรัฐ ดำเนินการในลักษณะดังกล่าวจริง อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนโดยตรง (Foreign Direct Investment : FDI) ในประเทศที่บริษัทสหรัฐ เข้าไปลงทุนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจใหม่ที่ต้องพึ่งพา FDI ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อาทิ เม็กซิโก บราซิล จีน ขณะที่บริษัทสหรัฐ เข้ามาลงทุนในไทยคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของมูลค่าลงทุนโดยตรงในต่างประเทศของสหรัฐ ไทยจึงไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากจากมาตรการนี้
อย่างไรก็ตาม คงต้องติดตามความเคลื่อนไหว และนโยบาย Protectionism ของทรัมป์ว่า จะพุ่งเป้าต่อไปที่ประเทศใดอีกหรือไม่อย่างไร โดยเฉพาะประเทศที่สหรัฐ ขาดดุลการค้าอยู่มาก เพราะสหรัฐ อาจใช้เป็นข้ออ้างในการเพิ่มมาตรการกีดกันทางการค้า อาทิ เพิ่มความเข้มข้นของอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers : NTBs) หรือแม้กระทั่งอาจตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ที่ให้กับประเทศต่างๆ ลงในอนาคต ซึ่งจะส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการส่งออกของไทยในระยะถัดไปได้ การค้าโลกในระยะข้างหน้า จึงนับว่ามีความไม่แน่นอนสูง
ดังนั้น ผู้ส่งออกไทย ควรติดตามสถานการณ์ต่างๆ อย่างไม่กะพริบตา รวมทั้งนำเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงต่างๆ มาใช้ โดยเฉพาะการประกันการส่งออก เพื่อลดผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา









