เกียรตินาคินภัทรตั้งเป้าเพิ่มเงินลงทุนเท่าตัวเป็น2หมื่นล้านภายใน3ปี รุกหาผลตอบแทนหุ้นต่างประเทศ เล็งเข้าตลาดอินโดนีเซียปีนี้ ชี้เป็นตลาดใหญ่
นายอภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า แผนงานปีนี้จะเพิ่มพอร์ตเงินลงทุนเท่าตัว จาก 1 หมื่นล้านบาทเป็น 2หมื่นล้านบาทภายใน 3ปี โดยจะขยายขอบเขตการลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้น จากปีที่ผ่านมาได้มีการลงทุนในตลาดทุนประเทศเวียดนามและ ฟิลิปปินส์ ปีนี้ก็จะขยายไปสู่อินโดนีเซีย
“เราจะบุกลงทุนต่างประเทศ และในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นขาขึ้นของการเติบโต ซึ่งอินโดนีเซียน่าสนใจ เพราะมีแนวโน้มเติบโตได้เยอะ ขณะที่ผลกระทบจากราคาถ่านหินตกต่ำก็ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ส่วนจะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมไหนนั้นอยู่ที่ทีมกลยุทธ์ลงทุน”
นอกจากนี้ในฝั่งตลาดทุน ปีนี้ยังตั้งเป้ารักษาส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์)การเป็นนายหน้าการลงทุน จากสิ้นปี2559 มีมาร์เก็ตแชร์อยู่ที่ 4.8% และคาดว่าการบริหารเงินในฝั่งไพรเวทแบงก์ เงินลงทุนใหม่ที่เข้ามาจะไม่ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ที่มีสินทรัพย์ภายใต้การให้คำแนะนำลงทุนลูกค้า หรือ เอยูเอ (AUA) จำนวน 3.8 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.8 หมื่นล้านบาท โดยปีนี้จะต่อยอดการเติบโตจากการเพิ่มผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ เพื่อเพิ่มรายได้และค่าธรรมเนียม
ส่วนฝั่งธุรกิจธนาคารตั้งเป้าสินเชื่อในปีนี้จะเติบโตกว่า 5% ซึ่งสูงกว่าอุตสาหกรรม เพราะเป็นการโตจากฐานที่ต่ำ ทำให้ยังมีโอกาสเติบโตสูงได้อีก โดยส่วนใหญ่เป็นการโตจากสินเชื่อเอสเอ็มอี สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์
อย่างไรก็ตามสินเชื่อบุคคลนี้จะเติบโตแบบระมัดระวัง และเลือกโตในกลุ่มที่ยังมีศักยภาพ ส่วนสินเชื่อบริษัทรายใหญ่มีแนวโน้มปรับลดลง โดยยอดจ่ายคืนสินเชื่อยังสูงกว่ายอดปล่อยสินเชื่อใหม่ ส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพหรือเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวม อยู่ที่ระดับต่ำกว่า 5.2% จากปีก่อนหน้าอยู่ที่ 5.6%ขณะที่ตลาดทุนก็คาดว่าจะโตในระดับที่ใกล้เคียงกับสินเชื่อ
“ ปัจจุบันส่วนผสมของสินเชื่อในกลุ่มต่างๆ เปลี่ยนไปจากเดิมมากจากเมื่อก่อนกว่า 90% เป็นสินเชื่อเช่าซื้อ แต่ 2-3 ปีที่ผ่านมา สินเชื่อในส่วนอื่นโตขึ้นมา ทั้งสินเชื่อบุคคล เอสเอ็มอีและอสังหาริมทรัพย์่ ส่วนหนึ่งเพราะเอเจนซ์ในการขายสินเชื่อ ซึ่งปีที่ผ่านมามีเอเจนซ์จำนวน 600 คน มีสินเชื่อจากส่วนนี้ 5 พันล้านบาท ปีนี้จะเพิ่มเอเจนซ์เป็น 1 พันคน สินเชื่อก็ต้องเพิ่มกว่าปีที่ผ่านมา”
ส่วนงานธุรกิจวาณิชธนกิจ ปีที่ผ่านมาได้ทำสัญญาหลายดีล ทั้งไอพีโอ และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการพัฒนาประเทศในอนาคตหรือไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ ซึ่งดีลที่ทำไปในปีที่ผ่านมา ก็จะเริ่มทำรายได้ให้กับบริษัทในปีนี้







