วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ททท.หนุนท้องถิ่นตั้งเป้ามรดกโลก

ททท.หนุนคลัสเตอร์ท่องเที่ยวตั้งเป้ายกระดับแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่นสู่มรดกโลก ใช้โมเดลญี่ปุ่นฉีกแนวแข่งเพื่อนบ้าน

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่ามีข้อเสนอให้ท้องถิ่นซึ่งเป็นเจ้าของแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมและธรรมชาติ สร้างความแข็งแกร่งและยกระดับให้กับสินค้าท่องเที่ยวที่มีอยู่ด้วยการตั้งเป้าหมายผลักดันให้ได้รับการรับรองจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก ซึ่งเป็นโมเดลการพัฒนาแนวทางเดียวกับญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับคุณค่ามรดกท้องถิ่น ส่งเสริมให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยังคงเอกลักษณ์ซึ่งได้รับการรับรองให้เป็นมรดกโลกจำนวนมาก และเป็นจุดหมายที่ประสบความสำเร็จในการสร้างรายได้ด้านท่องเที่ยวด้วย

การวางกลยุทธ์ยกระดับแหล่งท่องเที่ยวไทยสู่มรดกโลกนั้น จำเป็นอย่างยิ่งในบริบทการแข่งขันพัฒนาด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียและอาเซียนในปัจจุบัน ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านเริ่มมุ่งทิศทางลงทุนสร้างแหล่งท่องเที่ยวฝีมือมนุษย์สร้าง (แมนเมด) จำนวนมาก เพื่องรองรับโอกาสขยายตัวด้านท่องเที่ยวที่เคลื่อนสู่ภูมิภาคเอเชียมากขึ้น เช่น โปรเจคซาฟารีและสวนเชิงนิเวศน์ขนาดใหญ่ของสิงคโปร์ ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนการลงทุน แต่สำหรับไทยที่มีต้นทุนทางธรรมชาติที่สมบูรณ์ ท้องทะเลมีชื่อเสียง วิถีชีวิตท้องถิ่นที่มีเสน่ห์ และมรดกด้านวัฒนธรรมเก่าแก่พร้อมอยู่แล้ว การไปแข่งขันด้วยการลงทุนสร้างแมนเมดจึงอาจจะไม่สำคัญเท่ากับการยกระดับสิ่งที่มีอยู่ สร้างการรับรู้สู่ระดับโลกมากขึ้นและได้รับการอนุรักษ์ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งทำให้การได้รับรองเป็นมรดกโลกเป็นเป้าหมายที่น่าสนใจ

แนวทางการพัฒนานั้นอาจใช้เวทีการบูรณาการท่องเที่ยวตามคลัสเตอร์ที่ คณะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) จัดแบ่งไว้แล้ว และมีโครงสร้างรวบรวมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เจ้าของแหล่งท่องเที่ยวซึ่งอาจเป็นหน่วยงานรัฐหรือเอกชน, ชุมชน, ภาคธุรกิจ ทำงานร่วมกันอยู่ โดยเลือกแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพร่วมกัน จากนั้นตั้งเป้าหมายการจดทะเบียนเป็นมรดกโลก ศึกษากระบวนการและขั้นตอนเพื่อให้ได้รับเลือก และตั้งคณะทำงานขับเคลื่อน ซึ่งหากติดขัดทางกฎหมาย หรือต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐ ก็สามารถนำเสนอผ่านที่ประชุม ท.ท.ช.ที่มีอำนาจในการผลักดันแก้ไขปัญหาได้ทันที ขณะที่ ททท. ที่มีบทบาทส่งเสริมการตลาด พร้อมรวบรวมรายชื่อแหล่งมรดกโลกเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ต่อตลาดท่องเที่ยวทั่วโลกต่อไป

"ไทยมีธรรมชาติที่แข็งแกร่ง มีอีเวนท์หรือเทศกาลท้องถิ่นที่ยกระดับสร้างชื่อเสียงในระดับโลกได้ ซึ่งต่างจากบางประเทศอาจมีทรัพยากรจำกัดทำให้ต้องสร้างแมนเมดต่างๆ ขึ้นมาใหม่ตลอดเวลา เพื่องรอรับตลาดท่องเที่ยวที่ขยายมาทางเอเชียมากขึ้น แต่เราไม่จำเป็นต้องไปแข่งในด้านนั้น และควรให้ความสำคัญกับจุดแข็งเดิมที่มีอยู่ เช่น วัดเก่าแก่ที่คนไทยนับถือและมีชื่อเสียงอยู่แล้ว เช่น วัดพระธาตุพนม ควรลองมาหารือกันหรือไม่ว่าจะสามารถผลักดันเป็นมรดกโลกได้หรือไม่ เพื่อขยายฐานตลาดต่างประเทศเข้าสู่ท้องถิ่นมากขึ้น"

ทั้งนี้ จากสถิติขององค์กรการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นดับเบิลยูทีโอ) ระบุว่าในปี 2559 การท่องเที่ยวทั่วโลกเติบโตกว่า 3.9% ขยายตัวเป็นปีที่ 7 ต่อเนื่อง หรือมีจำนวนรวมกว่า 1,235 ล้านคน แต่เฉพาะนักท่องเที่ยวมาเยือนเอเชียแปซิฟิคเติบโตถึง 8% และหากนับเฉพาะตลาดอาเซียน ก็เพิ่มขึ้น 8% เช่นกัน สูงเหนือค่าเฉลี่ยของทั่วโลกกว่าเท่าตัว

นอกจากนั้นหากเทียบกับปี 2551 กับปี 2559 นักท่องเที่ยวทั่วโลกยังเพิ่มขึ้นมาแล้วกว่า 300 ล้านคน ซึ่งการเติบโตดังกล่าวมีภูมิภาคเอเชียเริ่มเป็นจุดหมายที่สำคัญดังสถิติที่ปรากฎในปีที่ผ่านมา

นายยุทธศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 24-25 มี.ค.เตรียมเดินทางร่วมคณะพลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ไปเยือนประเทศภูฏาณ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยว พร้อมกับลงนามขยายความร่วมมือในบันทึกความเข้าใจร่วม (เอ็มโอยู) ที่ฉบับเดิมกำลังจะหมดอายุ โดยภูฏาณถือเป็นประเทศที่มีจุดเด่นเรื่องวัฒนธรรมและธรรมชาติเหมือนไทย และต้องการให้ไทยช่วยถ่ายทอดความรู้เรื่องการจัดการและทำการตลาด ซึ่งจะมาสอดคล้องกับที่ ททท.กำลังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพท่องเที่ยวผ่าน TAT Academy อยู่พอดี