การจะไปข้างหน้าได้ต้องสร้าง Digital Transformation ที่ใหญ่กว่าสตาร์ทอัพ
หนึ่งในคำที่ “กระทิง พูนผล” มักกล่าวอยู่เสมอๆ “ถ้าไม่มีใครทำ เดี๋ยวผมทำเอง” คำกล่าวนี้ไม่ได้พูดขึ้นมาเฉยๆ แต่ได้พิสูจน์แล้วด้วยการกระทำ
วันนี้ไม่มีใครปฏิเสธว่ากระทิงคือ “ตัวจริง” ในแวดวงสตาร์ทอัพ แต่หากย้อนไปในปี 2012 อาจเป็นคนละเรื่องกัน
ในวันที่ Disrupt ตั้งไข่ในปี 2012 เพื่อจัดการเรียนการสอนให้กับสตาร์ทอัพในไทย รอบตัวล้วนเต็มไปด้วยคำถามแย้งเยอะไปหมดว่า คืออะไร? ทำอะไร? ทำให้ต้องใช้เวลากว่า 2 ปีจึงจะตั้งหลักได้
จากนักเรียน 60 คนในปี 2012 วันนี้ คับคั่งด้วยจำนวน 800 คน และคาดหมายว่าจะไปถึง 1,000 คนได้ไม่ยากในสิ้นปี 2017
มาปีนี้ กระทิง คิดใหญ่ คิดไกลกว่านั้น
เพราะภายใต้ Ecosystem ที่ดีขึ้นของสตาร์ทอัพในไทยเมื่อเทียบกับที่ผ่านมา บวกกับเทรนด์ขององค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ที่เร่งปรับตัวหนีจากวิกฤต รวมถึง Passion ของ กระทิง เองที่ให้ความสำคัญกับการศึกษามาโดยตลอด
จากปัจจัยเหล่านี้นำไปสู่การขับเคลื่อนครั้งสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีนี้ ใน 3 โครงการใหม่ กับอีกหนึ่งความเข้มแข็งเดิมก็คือ Disrupt ที่ทำทางด้านการศึกษา
สิ่งที่เราจะได้จาก 500 สตาร์ทอัพ ไม่ใช่เรื่องเงินเป็นหลัก แต่ได้ในส่วนโครงสร้างพื้นฐานด้าน Education and Capability building ทั้งหมด ของ 500 สตาร์ทอัพมาลงที่ไทย โดยที่เราเป็น Exclusive Education Partner ใน southeast asia
ดังนั้นกลยุทธ์เราปีนี้คือ Beyond startup ที่ไม่ใช่แค่สตาร์ทอัพเพียงอย่างเดียว”
การเดินหน้าทำงานของ Disrupt ในแบบ Beyond startup จะเข้มข้นภายใต้นโยบายหลักที่ว่า “Digital for All” สร้าง Digital Literacy ความรู้ความเข้าใจ และ Digital Capability ความสามารถด้านดิจิทัลให้กับทุกคน
นั่นก็ทำให้ Disrupt จะทำงานใน 4 ส่วนหลักๆ ประกอบด้วย 1 งานเดิม ซึ่งก็คือ Disrupt ที่ยังคงเป็นแกนหลักอยู่เช่นเดิม กับอีก 3 งานใหม่ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้
Disrupt การเรียนการสอนที่เป็นความเข้มแข็งอยู่เดิมจะยังคงความเข้มข้นต่อไป
“ตั้งแต่2012 เราสร้างนักเรียนจบมา 800 คน แล้วคนที่เข้ามาเรียนก็เป็นสตาร์ทอัพตัวท็อปของไทย เช่น skootar, freshket, claim di, taamkru, priceza เป็นต้น
มาถึงตรงนี้ มั่นใจแล้วว่าเราเป็นผู้บุกเบิกการศึกษาด้านสตาร์ทอัพ เบอร์หนึ่งในไทย โดยการสร้างฐานนักเรียนมาแล้วมากถึง 800 คนแล้ว คาดว่าสิ้นปี 2017 จะเป็น 1,000 คน”
ขณะที่จะมีอีก 3 โครงการใหม่ที่เกิดขึ้นภายในปี 2017 นั่นคือ CVB Program (Corporate venture builder)โครงการที่ช่วยให้บิ๊กคัมปะนีทำ Digital transformation
ถัดมาเป็นโครงการ Junior Disruptor สร้างเด็กเก่งด้านดิจิทัลผ่านกิจกรรม Edutainment เป้าหมาย 10,000 คนในปี 2020 และอีกโครงการที่จะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังก็คือ Digital SMEs จุดประกายให้เอสเอ็มอี ทำเรื่องดิจิทัลมากขึ้น
ครึ่งปีแรกเตรียมรุก2 โครงการ
CVB Program (Corporate venture builder) หนึ่งโครงการที่ กระทิง เชื่อมั่นว่าจะมาสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ สตาร์ทอัพ และรวมไปถึงเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศในระยะยาว
ที่ผ่านมา 500 สตาร์ทอัพทำไม่ได้มีในฝั่งการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีฝั่ง Accelerator และ Corporate Innovation ด้วย โดยมีการลงทุนไปแล้วใน 1,600 บริษัททั่วโลก ทำงานภายใต้โครงการที่ชื่อ Upside โครงการที่ทำกับบริษัทใหญ่ที่ช่วยให้บิ๊กคัมปะนี ทำเรื่อง Digital Transformation ซึ่งมีเคสที่ไปทำกับเซคเตอร์ธนาคารมาแล้วก่อนหน้านี้ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป
สำหรับในไทยสิ่งที่จะเกิดขึ้นจะมีรูปแบบเดียวกัน ภายใต้โปรแกรมที่ชื่อ CVB Program (Corporate venture builder)
"ในปีที่ผ่านมา เริ่มเห็นบริษัทใหญ่เริ่มลงมาจับมือและลงทุนในสตาร์ทอัพมากขึ้น แต่ก็ถือว่าเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
บริษัทใหญ่ๆ เวลาทำโครงการอินโนเวชั่น โปรแกรม หลายๆ ครั้งจะทำกันอยู่แค่ในอุตสาหกรรมเท่านั้น หรืออีกกรณีก็จ้างที่ปรึกษาก็จะมา ส่วนใหญ่จะมาเป็นรายงาน และคำแนะนำ แต่ในโครงการนี้แตกต่าง
CVB จะเอาโปรเซส โนฮาวน์ จาก 500 สตาร์ทอัพมาช่วยให้บริษัททำ Disruptive
เราจะมี Matchmaking ระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับสตาร์ทอัพในอุตสาหกรรมของเค้า หรือและอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ใกล้กัน ซึ่งเท่ากับว่าจะมีเครื่องมือต่างๆ มากถึง 1,600 บริษัททั่วโลกให้ธุรกิจขนาดใหญ่ได้ดึงไปใช้งาน
วิธีการคือช่วยให้เกิด Cross Industry Innovation เราทำให้บริษัทไม่ได้อยู่แต่ในอุตสาหกรรมของเค้าเท่านั้น
เพราะเราเชื่อว่า Breakthrough จะเกิดขึ้นจริงต้อง Cross Industry นั่นเป็นสิ่งที่เรากำลังจะทำ"
CVB เป็นโมเดลที่ กระทิง มองว่าจะเวิร์คในไทย เพราะตลอด 8 สัปดาห์ของการทำกิจกรรมจะมี mentor จาก 500 สตาร์ทอัพมานั่งประกอบ ขณะที่คนในทีมจะมาจากต่างอุตสาหกรรมเพื่อให้ได้เห็นมุมมองที่กว้างขึ้นและทำงานบนโจทย์ของธุรกิจนั้นๆ
"เราลิ้งกับสตาร์ทอัพระดับโลก ที่ทำในเซคเตอร์ที่ใกล้เคียง รวมถึงการได้ talent ที่มาจาก cross industry และ mentor ทำให้สุดท้ายแล้วหลังจากจบการทำงาน 8 สัปดาห์จะสามารถเห็นการ สามารถ spin-off ออกมาเป็นบริษัทหรือธุรกิจได้เลย หรือในอีกกรณี ไม่ได้ spin-off ธุรกิจแต่เป็นการปรับปรุงงานที่มีอยู่เดิมให้มีนวัตกรรมมากขึ้น
ยกตัวอย่าง อาจไม่ใช่ทำสตาร์ทอัพ แต่เป็นการสร้างนวัตกรรมที่ไป Transform ให้ Core business เช่น ธุรกิจอสังหา หน้าที่หลักพัฒนาสินค้า การทำให้ต้นทุนถูกลง การให้บริการลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ธุรกิจไม่จำเป็นต้องเริ่มจาก 0 แต่เริ่มจาก 1 ด้วยการดึงเอาส่ิิ่งที่มีอยู่แล้วในสตาร์ทอัพกว่า
ในหลักการแล้วจะเลือกองค์กรธุรกิจเพียง 1 รายต่อ 1 อุตสาหกรรม ทั้งนี้เพื่อไม่ให้มี conflict of interest เพราะเชื่อว่า ต่อไปทุกบริษัทในโลกจะเป็น Digital Company ทั้งหมด ยกตัวอย่าง สายการบินแอร์เอเชีย ประกาศ Hackathon เพื่อเป็น Digital airline แล้ว
โดยในปี 2017 จะเริ่มทำใน 5 อุตสาหกรรม ได้แก่ Finance Logistic Education Commerce และ Real estate
อีกโครงการที่จะเกิดขึ้นในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ คือ Junior Disruptor โดยร่วมกับพาร์ทเนอร์ในไทยพัฒนาเวิร์คชอปให้กับเด็กระดับประถม-มัธยมให้ “รัก” การเรียนรู้ในเทคโนโลยี
"สอนเด็กให้เป็น Digital Talent ตั้งแต่เด็ก บริษัทที่อเมริกา สอนให้เด็กประกอบคอมพิวเตอร์กระดาษ พอทำเสร็จถึงจะได้เล่นเกมนั้นๆ แล้วสามารถเอากลับบ้านได้
สิ่งที่คิดไว้ เราจะสอนเด็กประกอบโดรน เพราะมองว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมที่จะเป็นอนาคต ก็คือ โดรน กับ IOTรูปแบบกิจกรรม 1-2 วันให้เด็กได้ประกอบโดรน แล้วได้โดรนกลับไปเล่นที่บ้าน อาจจะมีการหัดโปรแกรมโดรนนิดๆ หน่อยๆ เน้นการเรียนในลักษณะ Edutainment ที่เรียนรู้กับ Physical Product
คาดหวังว่า ในช่วงแรกๆ อาจต้องอาศัยสร้างการรับรู้ อาจจะทำกิจกรรมกับเด็กได้เป็นหลักร้อย แต่เชื่อว่าเมื่อถึงปี 2020 อยากสร้างให้ได้ถึง 10,000 คน"
ในส่วนของโครงการ Digital SMEs เป็นอีกโครงการที่ กระทิง บอกว่าต้องทำ อย่างไรก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะ SME เป็นกระดูสันหลังของไทย
"เราจะทำสตาร์อัพอย่างเดียวไม่ได้ ยังต้องทำให้ SME ปรับตัวให้ทันในยุคของดิจิทัล สิ่งที่เราจะทำคงไม่ใช่แค่สอนเท่านั้น แต่อยู่ระหว่างการหารูปแบบที่เหมาะสม เพราะต้องยอมรับ 500 สตาร์ทอัพก็ไม่ได้เก่งในเรื่อง SME แน่นอนว่าคงต้องหาพาร์ทเนอร์มาร่วมกันทำงาน ซึ่งจะมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
นี่คือวิชั่นทั้งหมดที่ กระทิง เตรียมผลักดันให้เกิดขึ้นในปี 2017
เป้าหมายใหญ่อยู่ที่การได้เห็น Digital Transformation เกิดขึ้นในไทย
“เชื่อมั่นว่า ในปี 2020 จะได้เห็นบริษัทใหญ่ทำ Transformation กันมากขึ้น ซึ่งตัวชี้วัดขึ้นอยู่กับโจทย์ของแต่ละบริษัทว่าอยากให้เป็นแบบใด แต่ที่จะเห็นได้อย่างชัดเจนคือ ธุรกิจแข็งแกร่งขึ้น คนเก่งขึ้น”








