"พิชญ์ โพธารามิก" ทยอยเข้าซื้อหุ้น "โมโน" เพื่อรักษาสัดส่วนถือหุ้นเกิน 60%
เมื่อ11-13 ม.ค.ที่ผ่านมา บริษัท โมโน เทคโนโลยี จำกัด(มหาชน) MONO ดำเนินการเพิ่มทุนจดทะเบียนให้กับนักลงทุนแบบเฉพาะเจาะจง รวม 143 ล้านหุ้นราคาเสนอขายหุ้นละ 2.85 บาท ส่งผลให้จำนวนหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 3,343.94 ล้านหุ้น
ทั้งนี้ การปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นล่าสุด เมื่อเดือน มี.ค.2559 ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่งยังคงเป็น พิชญ์ โพธารามิก สัดส่วน 71.35% แต่หลังจากการเพิ่มทุนในครั้งนี้จะทำให้สัดส่วนการถือครองหุ้นลดลง (Dilution effect) อย่างไรก็ตาม พบว่า พิชญ์รายงานการซื้อหุ้นเพิ่มมาอย่างต่อเนื่องรวม 45.93 ล้านหุ้น ที่ราคาเฉลี่ย 2.86 บาท คิดเป็นสัดส่วนราว 1.4% ของจำนวนหุ้นรวมหลังเพิ่มทุนครั้งนี้ และน่าจะทำให้สัดส่วนการถือหุ้นรวมอยู่ที่กว่า 68%
ด้านราคาหุ้นของโมโนช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ปรับตัวขึ้นมาราว 35% จาก 2.78 บาท มาอยู่ที่ 3.78 บาท ทำให้มูลค่าการถือครองหุ้นของพิชญ์ขยับขึ้นมากว่า 2.5 พันล้านบาท มาอยู่ที่ราว 8.6 พันล้านบาท ส่วนผู้ถือหุ้นรายใหม่ที่ได้รับการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุน จะมีกำไรจากส่วนต่างราคาทันที 32%
อย่างไรก็ตาม ผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนทั้ง 8 ราย จะยังไม่สามารถขายหุ้นออกมาได้เป็นระยะเวลา 6 เดือน นับแต่วันที่หุ้นในส่วนเพิ่มทุนของบริษัทเริ่มทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์
สำหรับปัจจัยหนุนที่ทำให้ราคาหุ้นโมโนปรับตัวขึ้นมาในช่วงนี้ บล.โนมูระ พัฒนสินให้ความเห็นว่า เรทติ้งของบริษัทมีโอกาสเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอีกครั้ง หลังจากกรณีสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติให้ ทรู วิชั่น ยกเลิกช่อง HBO & Cinemax 6 ช่องภาพยนตร์ ได้แก่ HBO, HBO Signature, HBO Kid, HBO Family, Red by HBO และ Cinemax ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2560 เป็นต้นไป คาดเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อโมโนในระยะสั้นถึงกลาง ในฐานะผู้ให้บริการทางด้านคอนเทนท์รายใหญ่ ซึ่งมีภาพยนตร์ในมือกว่า 3,700 เรื่อง หรือคิดเป็นจำนวนชั่วโมงพร้อมออกอากาศสูงกว่า12,000 ชั่วโมง
อีกทั้งยังมีสัญญาณความเป็นผู้นำทางด้านภาพยนตร์ชั้นนำ ด้วยการการันตีสิทธิ์ในการซื้อภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ (Output deal) จากค่ายใหญ่ระดับโลก อย่าง Paramount, Warner, Universal และ 20th Century Fox เป็นต้น ทำให้มีโอกาสสูงที่คอหนังจะหันมาดูโมโนแทน หนุนฐานเรทติ้งเป็นขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นโอกาสการปรับค่าโฆษณาขึ้นจากสมมติฐานเฉลี่ยปี 2560 น่าจะอยู่ที่ 28,000 บาทต่อนาที โดยเบื้องต้นยังคงประมาณการรายได้ปี 2560 อยู่ที่ 2,724 ล้านบาท และจะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 147 ล้านบาท
ขณะที่ บล.เออีซี ระบุว่า การเพิ่มทุนครั้งนี้ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย เพราะอยู่ในแผนการเดิมที่โมโนได้เตรียมไว้เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจทีวีดิจิทัลอยู่แล้ว และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการบริหารงานแต่อย่างใด ทั้งนี้แม้การเพิ่มทุนครั้งนี้จะทำให้เกิดไดลูชั่น ต่อสัดส่วนการถือหุ้นราว 4.28% และต่อราคาหุ้น 0.42% ตามลำดับ แต่เงินทุนที่ระดมได้ครั้งนี้ราว 407.55 ล้านบาท จะถูกนำไปใช้ซื้อคอนเทนต์ต่างๆ เพื่อรองรับการเติบโต รวมทั้งใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ ซึ่งคาดจะช่วยสร้างการเติบโตของกำไรให้แก่บริษัทในระยะยาว
ทั้งนี้ ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการเติบโตของบริษัท ล่าสุดเรทติ้ง ช่วง1-3 ม.ค. 2560 ของช่อง โมโน29 ไต่ขึ้นมาเป็นอันดับ 3 โดยแม้ปี 2559 คาดจะยังประสบภาวะขาดทุนราว 85 ล้านบาท แต่คาดปี 2560 จะพลิกมีกำไรราว 246 ล้านบาท ตามประมาณการเดิมได้ อย่างไรก็ดี ผลกระทบจากไดลูชั่นต่อสัดส่วนการถือหุ้นที่เกิดขึ้นหลังมีจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้น









