อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปียังต่ำกว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมายติดต่อกันเป็นปีที่สอง สาเหตุหลักมาจากปัจจัยด้านอุปทาน ราคา"พลังงาน-อาหารสด"
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทำหนังสือเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อชี้แจงสาเหตุที่เงินเฟ้อทั่วไปหลุดกรอบเป้าหมายที่ตกลงไว้ร่วมกันที่ 2.5% บวก ลบ 1.5% หรือมีกรอบเป้าหมายที่ 1-4% ในขณะที่เงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีในปี 2559 อยู่ที่ 0.19%
หนังสือเปิดผนึกดังกล่าว ระบุว่า ในปี 2559 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 0.19% ปรับสูงขึ้นจากปีก่อนซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ -0.9% โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับมาเป็นบวกได้ในเดือนเม.ย.2559 และทยอยปรับสูงขึ้นเป็นลำดับจนกลับเข้าสู่ขอบล่างของกรอบเป้าหมายที่ 1% ในเดือนธ.ค.2559
อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปียังต่ำกว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมายติดต่อกันเป็นปีที่สอง โดยสาเหตุหลักยังคงมาจากปัจจัยด้านอุปทาน ทั้งราคาพลังงานและราคาอาหารสด ซึ่งคิดเป็น 79% ของความแตกต่างของอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2559 เทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต โดยสรุปได้ดังนี้
1.ราคาพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับต่ำ โดยราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกปี 2559 อยู่ที่ 41.4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลงจากค่าเฉลี่ยปี 2558 ที่ 50.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากอุปทานน้ำมันดิบส่วนเกินในตลาดโลกอยู่ในระดับสูง
“แม้ในไตรมาส 4 ของปี 2559 ราคาน้ำมันดิบจะปรับเพิ่มขึ้นหลังกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่(โอเปก) บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในการลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบ แต่ไม่สามารถชดเชยผลของราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับต่ำช่วงครึ่งปีแรกได้ ซึ่งราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ลดลงส่งผลให้ราคาพลังงานในประเทศลดลง เป็นปัจจัยสำคัญทำให้เงินเฟ้อทั่วไปต่ำกว่าขอบล่างของเป้าหมาย โดยสามารถอธิบายถึง 63% ของความแตกต่างระหว่างเงินเฟ้อในปี 2559 เทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต”
2.ราคาอาหารสดขยายตัวเพิ่มจากปี 2558 แต่ยังอยู่ระดับต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต โดยสาเหตุหลักที่ทำให้ราคาอาหารสดเร่งขึ้นจากปีก่อนมาจากปริมาณผลผลิตอาหารสด โดยเฉพาะหมวดผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ ที่ออกสู่ตลาดน้อยลงจากภาวะภัยแล้งที่เกิดขึ้นเนื่องจากช่วงปลายปี 2558
อย่างไรก็ตามการขยายตัวของราคาอาหารสดยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต และเป็นปัจจัยที่อธิบายความแตกต่างระหว่างเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2559 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตได้ 16%
3.แรงกดดันด้านอุปสงค์อยู่ในระดับต่ำ เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่การฟื้นตัวยังอยู่ในระดับค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากถูกถ่วงด้วยการส่งออกที่หดตัวต่อเนื่องจากเศรษฐกิจคู่ค้าที่ฟื้นช้า ประกอบกับรายได้ครัวเรือนในภาคเกษตรถูกกระทบจากราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ และหนี้ครัวเรือนที่สูง ทำให้ครัวเรือนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น
นอกจากนี้ภาคธุรกิจปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการได้จำกัด ส่งผลให้แรงกดดันเงินเฟ้ออยู่ระดับต่ำ และราคาสินค้าในตะกร้าเงินเฟ้อพื้นฐานขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง อธิบายได้ 21% ของความแตกต่าระหว่างเงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้เทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต
สำหรับแนวโน้มเงินเฟ้อทั่วไปในระยะข้างหน้าและช่วงเวลาที่จะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายนั้น กนง. ประเมินว่าเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2560 อยู่ที่ 1.5% สะท้อนถึงเงินเฟ้อที่คาดว่าจะสูงขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีปัจจัยหนุนจากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปี 2560 ที่สูงขึ้นากการลดปริมาณการผิตของผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่
นอกจากนี้ แรงกดดันด้านอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นตามลำดับจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทำให้ราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นมากกว่าปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าเงินเฟ้อทั่วจะไปจะทยอยกลับเข้าใกล้ค่ากลางของกรอบเป้าหมายในอีก 2 ปีข้างหน้า
ส่วนการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อดูแลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในเวลาที่เหมาะสมนั้น หนังสือเปิดผนึก ระบุว่า การดำเนินนโยบายการเงินของ กนง. ภายใต้กรอบเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น(flexible inflation targeting) จะให้ความสำคัญกับการดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพราคา และเสถียรภาพระบบการเงินของประเทศ
ดังนั้นในปี 2559 กนง. จึงยังดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการกลับสู่เป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ โดย กนง. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำมาก
นอกจากนี้ กนง. ประเมินว่า ภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพียงพอและสนับสนุนการฟื้นตัวของอุปสงค์ สะท้อนจากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปทยอยปรับสูงขึ้นและกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในเวลาที่เหมาะสม
อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางของสาธารณชนที่สะท้อนจากการสำรวจการคาดการณ์เงินเฟ้อใน 5 ปีข้างหน้าของผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจอยู่ที่ 2.5% ใกล้เคียงกับค่ากลางของเป้าหมาย การที่ กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% ช่วยรักษาขีดความสามารถการดำเนินนโยบายในระยะต่อไป เพื่อรองรับผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจจากความไม่แน่นอน
ระยะต่อไป กนง. เห็นว่านโยบายการเงินควรยังอยู่ในระดับผ่อนปรนเพียงพอและต่อเนื่อง เพื่อดูแลภาวะการเงินโดยรวมเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยให้เงินเฟ้อทั่วไปกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย









