หุ้นไออาร์พีซีวิ่ง "สวนตลาด" รับข่าวผลประกอบการโตสูง-ธุรกิจปิโตรฯขาขึ้น นักวิเคราะห์ชี้หากทะลุ5.30บาท จะเป็นราคา"นิวไฮรอบ 5ปี"
หนึ่งในหุ้นขนาดใหญ่ที่ปรับตัวขึ้นได้โดดเด่นในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา คือ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) IRPC ราคาหุ้นวิ่งขึ้นจาก 4.78 บาท ไปทำจุดสูงสุดที่ 5.25 บาท หรือราว 10% ถือเป็นจุดสูงสุดในรอบ 8 เดือน ทั้งนี้ หากราคาหุ้นสามารถวิ่งทะลุ 5.30 บาท ขึ้นไปได้ จะเป็นการทำจุดสูงสุดใหม่รอบกว่า 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2554
จากปลายปี 2557 หุ้นไออาร์พีซี วิ่งขึ้นจากจุดต่ำสุด 2.6 บาท ขึ้นมาแตะ 5.30 บาท เมื่อต้นปี 2559 ก่อนที่ราคาหุ้นจะพักตัวอยู่ในกรอบ 4.7-5.3 บาท มาต่อเนื่อง
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยพักดันราคาหุ้นขึ้นมาในช่วงนี้ น่าจะเป็นผลจากผลประกอบการในไตรมาส 4/2559 ที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าน่าจะเติบโตค่อนข้างสูง
บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) แนะนำให้ สะสมหุ้นไออาร์พีซี หลังจากที่ราคาหุ้นขึ้นมายืนเหนือระดับ 5 บาท เชื่อว่าจะเป็นแนวโน้มเชิงบวกต่อภาพเทคนิค โดยมีแนวต้านถัดไปที่บริเวณ 5.2 บาท
ทั้งนี้คาดการณ์กำไรสุทธิไตรมาส 4/2559 จะเติบโตสูงทั้งจากงวดเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาส 3 ที่ผ่านมา จากส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่ปรับตัวขึ้น และการบันทึกกำไรจากสต็อกน้ำมัน เนื่องจากราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัวขึ้นถึง 16% จากไตรมาสก่อน ปิดที่ 54.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สำหรับจุดเด่นของไออาร์พีซีอยู่ที่การจ่ายเงินปันผลปีละ 1 ครั้ง โดยคาดการณ์เงินปันผลปี 2559 หุ้นละ 0.22 บาท คิดเป็นอัตราเงินปันผล 4.4% และทิศทางผลประกอบการปี 2560 คาดว่าจะเติบโต 10% จากปีนี้ เป็น 11,412 ล้านบาท จากการรับรู้รายได้จากโครงการ UHV เต็มปี และราคาน้ำมันดิบที่ไต่ระดับขึ้นเชื่อว่าจะเป็นโอกาสให้นักวิเคราะห์โดยภาพรวม มีโอกาสทบทวนประมาณการกำไรปี 2560 ขึ้นได้เช่นกัน
ส่วนกำไรของไออาร์พีซีที่ทำได้เมื่อปี 2558 อยู่ที่ 9,401 ล้านบาท ขณะที่ 9 เดือนแรกปีนี้ทำได้ 8,027 ล้านบาท ส่วนไตรมาส 3/2559 ทำได้ 1,306 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาส 4/2558 ทำได้ 447 ล้านบาท
ทั้งนี้ หากพิจารณาเปรียบเทียบกำไรพิเศษจากสต็อกสินค้าในอดีตที่ผ่านมา อย่างช่วงไตรมาส 2/2559 ซึ่งราคาน้ำมัน ปรับตัวขึ้นจาก 35 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไออาร์พีซีมีกำไรจากสต็อกน้ำมัน 2,248 ล้านบาท
ขณะที่ บล.โกลเบล็ก ให้ความเห็นว่า หลังจากไออาร์พีซีรายงานกำไร 9 เดือนแรก ที่ 8,027 ล้านบาท คิดเป็น 89% ของประมาณการเดิม ฝ่ายวิจัยมีมุมมองบวกต่อผลประกอบการในไตรมาส 4/2559 จากผลบวกจากโครงการ UHV และคาดว่าค่าการกลั่นธุรกิจปิโตรเลียมจะเพิ่มขึ้นราว 2-3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซิน เพิ่มขึ้น 39% จากไตรมาสก่อน และน้ำมันดีเซล เพิ่มขึ้น 28% จากไตรมาสก่อน และน้ำมันอากาศยาน เพิ่มขึ้น 23% จากไตรมาสก่อน จึงปรับประมาณการกำไรปีนี้ขึ้น 14% จาก 9,040 ล้านบาท สู่ระดับ 10,279 ล้านบาท เติบโต 9% จากปี 2558
อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัยคงประมาณการกำไรปี 2560 ที่ 10,232 ล้านบาท ทรงตัวเมื่อเทียบกับปีนี้ เนื่องจากโครงการ UHV จะมีการหยุดซ่อมบำรุงใหญ่ในไตรมาส 1/2560 และคาดว่าบริษัทจะใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากผลขาดทุนหมดภายในปี 2559 ฉะนั้นคาดว่าบริษัทจะกลับมาเสียภาษีในอัตรา 20% ตามปกติ จากเดิมเสียภาษีในอัตรา 1.5%









