วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ประกันเร่งปรับฐาน สร้างสมดุล"ลงทุน-สินค้า"

ภายใต้ภาวะดอกเบี้ยต่ำนานตลอด 3 ปีที่ผ่านมา กระทบถึงธุรกิจประกันชีวิต ส่งผลให้แต่ละบริษัทปรับเปลี่ยนรูปแบบกรมธรรม์

เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่แท้จริง และต้องสอดคล้องกับการลงทุนด้วย โดยเฉพาะในปี 2560 นี้ สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น คือ ดอกเบี้ยกำลังเข้าสู่ภาวะขาขึ้น แน่นอน ย่อมส่งผลดีต่อการดำเนินงานของธุรกิจประกันชีวิต กลับมาหายใจทั่วท้อง 

แม้สถานการณ์จะดูดีขึ้น แต่ความไม่แน่ไม่นอนจากภายนอกยิ่งผันผวนหนักกว่าเดิม สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จึงตอกย้ำกับผู้ประกอบการประกัน ถึงการบริการจัดการการลงทุนและแบบประกันที่มีอยู่ ยังเป็นสิ่งท้าทายสำหรับปีนี้

คปภ.แนะชิงจังหวะสร้างสมดุลลงทุน-สินค้า

อำนาจ วงศ์พินิจวโรดม ผู้ช่วยเลขาธิการสายพัฒนาและวิเคราะห์ระบบตรวจสอบ คปภ. บอกว่า ปีนี้สถานการณ์ต่างๆ ยังกลับมาไม่เป็นปกติทันทีจากดอกเบี้ยต่ำมาก โดยค่อยปรับขึ้น และดอกเบี้ยยังต่ำต่อเมื่อเทียบกับอดีตที่ธุรกิจประกันชีวิต เคยลงทุนพันธบัตรอายุ 10 ปี ได้ผลตอบแทนสูงถึง 4-5% แต่ถือว่าปีนี้เป็นจังหวะที่แต่ละบริษัทจะได้ปรับตัวรองรับ เพราะหลังจากนี้ดอกเบี้ยจะสูงขึ้น

"จริงๆ แล้วไม่ว่าดอกเบี้ยจะขึ้นหรือลง บริษัทประกันต้องทำตังเองให้อยู่ในภาวะสมดุล หากดอกเบี้ยขาขึ้นปีนี้ แล้วกลับมาลุยขายประกันสะสมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงๆ กันอีก หากดอกเบี้ยไม่ขึ้นตามคาด คงกระทบตั้งสำรองเพิ่มอีกรอบ ดังนั้นแผนงานรับประกัน ต้องสอดคล้องกับแผนการลงทุนทั้งระยะสั้น และระยะยาว เพื่อไม่ให้กระทบการตั้งสำรองเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอีก"

ปัจจุบันพอร์ตการลงทุนของธุรกิจประกันส่วนใหญ่ มีสัดส่วนการลงทุน ตราสารหนี้สูงสุด 70-80% เป็นตราสารทุน 5% ที่เหลือเป็นการลงทุนอื่นๆ เช่น กองอสังหาฯ กองรีท และหุ้นกู้เอกชน ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2559 มีสินทรัพย์ลงทุน 2.9 ล้านล้านบาท 

"แต่มีการปรับพอร์ตลงทุนระยะช่วงดอกเบี้ยต่่ำ พบว่า ธุรกิจประกันชีวิต มีสัดส่วนลงทุนกองทุนอสังหาฯ กองรีท และหุ้นกู้เอกชนเพิ่มเล็กน้อย เพียงแค่โยกเงินมาพัก เพื่อรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น"

ส่วนธุรกิจประกันวินาศภัย ที่มีสภาพคล่องมากกว่ายังคงเน้นการลงทุนตราสารทุน ที่หลายๆ บริษัทยังเพิ่มสัดส่วนได้ถึง 20% ตามที่กฎหมายกำหนด และการลงทุนผ่านกองทุนรวมเป็นส่วนใหญ่ ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2559 มีสินทรัพย์ลงทุน 4.54แสนล้านบาท 

"การปรับพอร์ตลงทุนของธุรกิจประกัน เพื่อหาผลตอบแทนสูงขึ้นจากภาวะดอกเบี้ยต่ำ แต่จะมีเพดานกำกับความเสี่ยงอยู่แล้ว เป็นแผนบริหารความเสี่ยงการลงทุนที่เหมาะสม ทำให้ประกันไม่ลงทุนที่แสวงหาผลตอนแทนสูงจนเกิดความเสี่ยงต่อเงินของผู้เอาประกันภัยในอนาคต และในภาวะที่ดอกเบี้ยขึ้น ราคาตราสารหนี้จะลดลง จะส่งผลดีภาระผูกพันของบริษัทลดลง อีกทั้งมีเม็ดเงินลงทุนใหม่ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีด้วย สามารถลงทุนในผลตอบแทนที่ดีกว่า และสอดคล้องกับกรมธรรม์ที่ออกขายในปีนั้นๆ"

“ซิงเกิลพรี่เยี่ยม”แค่จุดพลุเรียกลูกค้า 

ด้านแนวโน้มการขายประกันแบบซิงเกิลพรีเมี่ยมปีนี้ อำนาจ ระบุว่า หากดอกเบี้ยปรับขึ้นจริง และมีบริษัทที่มีความพร้อมในการบริหารจัดการลงทุน ต้นทุนเหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ อาจออกมาเพื่อจุดพลุตลาด หรือเรียกลูกค้าปีละ 1-2 ครั้ง เพื่อตอบสนองลูกค้าเงินฝากรับผลตอบแทนที่เพิ่นขึ้น และมีความคุ้มครองชีวิตด้วย

"ช่วงดอกเบี้ยต่ำจนปัจจุบัน บริษัทลดสัดส่วนการขายซิงเกิลพรเมี่ยมลงมาก เพื่อไม่ให้กระทบกับบริษัทต้องตั้งสำรองมากขึ้น แต่บริษัทที่ขายคงไม่ได้หยุดขาย เพียงแต่ปรับเปลี่ยนสินค้าที่มีลักษณะการออมลดลง หันมาเพิ่มประกันคุ้มครองมากขึ้น เช่น ประกันสุขภาพและประกันอุบัติ กลายเป็นเทรนด์ใหม่ตอบโจทย์ความต้องการคนไทยดูแลสุขภาพมากขึ้นต่อเนื่องในปีนี้ด้วย"

ทีมลงทุนประกันเกาะติดความผันผวน

ด้าน บริษัท ทิพยประกันชีวิต ระบุว่า  รายงานบทวิเคราะห์ภาวะการณ์ดอกเบี้ยว่า ตั้งแต่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ โดยชนะการเลือกตั้งตั้งแต่ 8พ.ย.ที่ผ่านมา ดอกเบี้ยของสหรัฐ อ้างอิงจากพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรง คือ ช่วง 2 สัปดาห์ หลังรู้ผลเลือกตั้งสหรัฐ พันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐปรับขึ้นมา 0.5% จาก 1.8% มาอยู่ที่ 2.3% ส่วนพันธบัตรอายุ 10 ปีของไทย ปรับขึ้น 0.4% จาก 2.2% มาอยู่ที่ 2.6% ในเดือนพ.ย. และมาอยู่ 2.9% ในเดือนธ.ค.นี้ ส่วนดอกเบี้ยพันธบัตรระยะสั้นอายุ 1-2 ปี เคลื่อนไหวไม่มาก เพราะสภาพคล่องในประเทศล้นระบบมาก

"ดังนั้นหน้าที่ของทีมงานลงทุนบริษัทประกันชีวิต ต้องติดตามเรื่องนี้ใกล้ชิด ต้องเตรียมความพร้อม และมีมาตรการรองรับทันท่วงที หากมีเหตุการณ์ใดๆ มากระทบอีก"