วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รัฐผนึกเอกชนจัดทัพกู้รายได้‘ทัวร์จีน’

ปี 2559 เป็นปีที่พลิกผันสำหรับผู้ประกอบการทัวร์อินบาวด์ หรือ ทำตลาดขาเข้าจากประเทศจีน หลังจาก 9 เดือนแรกเติบโตต่อเนื่องถึง 19.58%

แต่หลังจากที่นายกรัฐมนตรีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีคำสั่งตรงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการกวาดล้างทัวร์ศูนย์เหรียญ ที่เรียกขานกันว่า “ทัวร์ผิดกฎหมาย”  เริ่มด้วยการจับกุมเครือข่ายผู้ให้บริการร้านค้าและรถบัสรายใหญ่เมื่อเดือน ก.ย. ทำให้ยอดสะสมของนักท่องเที่ยวตั้งแต่ ม.ค.-พ.ย. ลดการเติบโตเหลือ 12.65% มีนักท่องเที่ยวรวม 8.2 ล้านคน

ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า แม้ตลาดจะติดลบในเดือน ต.ค. และ พ.ย.เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2558 แต่ในภาพรวมทั้งปีที่มีนักท่องเที่ยวแล้ว 8.2 ล้านคน ยังมีการเติบโตเมื่อเทียบปีที่แล้วที่มีนักท่องเที่ยว 7.9 ล้านคน 

ดังนั้นการลดลงในช่วงที่ผ่านมาจึงเปรียบเป็นการ “ขาดทุนกำไร” หรือเสียโอกาสที่จะได้รับ เพราะธุรกิจทัวร์ไทยต้องปรับแผนการขายเพื่อให้เข้ากับมาตรฐานใหม่ ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนต้องปรับตัวเช่นกันจากภาวะช็อกจากราคาที่สูงขึ้น พร้อมปรับการรับรู้ความเข้าใจถึงการซื้อบริการทัวร์ที่จะมีคุณภาพ และไร้ปัญหาการถูกหลอกลวงหรือเอาเปรียบเมื่อมารับบริการในไทยดังเช่นที่ผ่านมา

“ตลาดที่อ่อนตัวลงช่วงปลายปีส่วนหนึ่งเป็นเพราะช่องว่างของฤดูกาลท่องเที่ยว โดยตลาดจีนเพิ่งใช้จ่ายเพื่อเดินทางในช่วงโกลเด้นวีคเดือน ต.ค. ส่วนหนึ่งเลือกเดินทางอีกครั้งตรุษจีน แทนที่จะเป็นช่วงฉลองปีใหม่สากล ด้วยสภาพเศรษฐกิจจีนที่ต้องจับตาดูว่าเข้าสู่ภาวะชะลอตัว จึงเป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อกำลังซื้อ นอกเหนือจากการจัดระเบียบของไทย”

ในช่วงไตรมาสสุดท้าย จึงเป็นช่วงที่ ททท.ต้องแก้โจทย์หนักด้วยการเดินสายร่วมงานเทรดโชว์และโรดโชว์ ในจีนโดยร่วมมือกับภาคเอกชนที่รวมตัวกัน อาทิ สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า), สมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) นำภาคเอกชนไปพบปะเอเย่นต์ทัวร์ ขณะที่ภาครัฐนำโดย พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี และ กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงผู้ว่า ททท.เอง มีหน้าที่ประชุมหารือกับผู้ว่าการมณฑลในการไปเยือนแต่ละครั้ง เพื่อประสานความเข้าใจในระดับจีทูจี เริ่มเจาะกลุ่มพื้นที่ๆ มีนักท่องเที่ยวหนาแน่นไปแล้ว ได้แก่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู ฉงชิ่ง และกวางโจว  โดยมีความคาดหวังว่า ตั้งแต่ตรุษจีนเป็นต้นไป จะเริ่มเห็นการฟื้นตัวของจีนอย่างมีนัยสำคัญ

พล.อ.ธนะศักดิ์ ระบุว่า ในการเดินทางไปเยือนประเทศจีนได้ถือโอกาสย้ำบนเวทีกับเอเย่นต์ทัวร์ถึงเจตนาของรัฐบาลในการปรับปรุงคุณภาพบริการนำเที่ยว ในฐานะที่มี “อำนาจสูงสุดในด้านท่องเที่ยวของไทย”ได้เดินทางไปเยือนมณฑลต่างๆ ด้วยตัวเองก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นว่าจีนยังเป็นตลาดสำคัญของไทยเสมอ

การกวาดล้างทัวร์ผิดกฎหมายดังกล่าวของหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายในเชิงปราบปราม เช่น ตำรวจท่องเที่ยว  กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวที่จะทำหน้าที่ในเชิงป้องกัน กำหนดมาตรฐานและราคาให้สอดคล้อง เพื่อให้นักท่องเที่ยวจีนมาไทยแล้วประทับใจ และคุ้มครองดูแลนักท่องเที่ยวด้วยการกำชับให้ทัวร์ให้บริการที่ดี 

ขณะเดียวกันยอมรับว่าธุรกิจนำเที่ยวในช่วงปรับตัว กำไรที่เคยได้อาจจะลดลง เพราะต้องปรับรูปแบบการขายให้เป็นไปตามกลไกตลาด ให้สินค้าและบริการในราคาที่เหมาะสม แต่ในระยะยาวชื่อเสียงของการมาเที่ยวประเทศไทยจะดีขึ้น สร้างการรับรู้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ ที่จะตอบโจทย์ทั้ง“การใช้จ่าย”และปริมาณนักท่องเที่ยวได้พร้อมๆ กัน

“ต้องทำความเข้าใจว่ารูปแบบธุรกิจในการปราบปรามต่อไปนี้ต้องเปลี่ยนชื่อเรียกใหม่ว่าทัวร์ผิดกฎหมายเพื่อชี้ชัดว่า ต่อไปจะมีแต่บริษัทที่ทำถูกต้องและทำผิดเท่านั้น เพราะผู้ประกอบการกลุ่มนี้มีทั้งส่วนดีและไม่ดี หากคนที่ใช้วิธีการไม่ถูกต้องรีบปรับตัวเรื่องบริการใหม่ อย่าให้เกินเลยจนรับไม่ได้ หากต้องการทำราคาต่ำก็ต้องเป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำที่กำหนด ต้องไม่มีการบังคับขายออปชั่น ภาครัฐก็พร้อมจะมองไปข้างหน้า ไม่มองย้อนหลัง”

กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ยังร่วมมือกับสมาคมท่องเที่ยวต่างๆ ทยอยสร้างความเข้าใจให้ผู้ประกอบการที่ยังไม่จดทะเบียนนิติบุคคลเข้ามาอยู่ในระบบมากขึ้นเพื่อทำให้การตรวจสอบธุรกิจดำเนินไปอย่างถูกต้อง โดยบริษัทสามารถใช้ประโยชน์จากการจดทะเบียนเป็นเครื่องยืนยันเจตนาในการทำธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา มีการจ่ายภาษีถูกต้อง ทำให้ต่อไปค่าใช้จ่ายใดๆ ที่เคยซุกใต้พรม อาทิ ค่าคอมมิชชั่น ต่างๆ สามารถนำมาเปิดเผยเพื่อประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีได้

ด้าน อิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า ผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวเชื่อมั่นในมาตรการปราบปรามทัวร์ผิดกฎหมาย โดยคาดหวังระยะยาวจะเป็นการปรับฐานรายได้ตลาดจีนให้สูงขึ้น เป็นผลดีต่อการท่องเที่ยวไทยเนื่องจากมีเงินสะพัดเพิ่มโดยไม่พึ่งพิงแต่ปริมาณ อันหมายถึงการเข้ามาใช้ทรัพยากรในประเทศในสัดส่วนสูงขึ้น ่

“ยอมรับว่าผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับวงจรทัวร์ศูนย์เหรียญยังไม่คลายความกังวลในระยะสั้น และยังต้องการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจับมือกันประคองธุรกิจในช่วงปรับตัวนี้ต่อไป เช่น ภาครัฐสร้างความเข้าใจระดับประเทศ และกระตุ้นนักท่องเที่ยวให้เข้าใจราคาที่ปรับขึ้นด้วย”

จากการสำรวจไตรมาสสุดท้ายนี้ พบว่าในบรรดาผู้ประกอบการไทยทั้งหมดมี 71% ที่มีลูกค้าเป็นชาวจีน ในกลุ่มดังกล่าวรับตลาดจีนในรูปแบบกรุ๊ปทัวร์ 33% ในกลุ่มนี้กว่า 39% เห็นว่ามาตรการจะส่งผลดีต่อธุรกิจของตัวเอง และเห็นด้วยกับมาตรการนี้ 44% ขณะเดียวกันมีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยอยู่ 33% ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนส่ง โรงแรม ที่ได้รับผลกระทบด้านตลาดที่อ่อนตัวลง

ดังนั้น ประเด็นที่ภาคเอกชนสะท้อนกลับมาพร้อมกันคือภาครัฐควรมีแนวทางการดำเนินการที่ต่อเนื่องและชัดเจนและต้องการให้เข้ามาดูแลการบังคับใช้กฎหมายกับโรงแรมที่จดทะเบียนไม่ถูกต้อง และเพิ่มความเข้มงวดกับปัญหามัคคุเทศก์เถื่อนไปพร้อมกันด้วย

“ภาคเอกชนยังรับได้ในผลกระทบเฉพาะหน้าที่เชื่อว่าจะอยู่ในระยะสั้น ต้องรอดูว่าการจับกุมผู้กระทำความผิด และการทำงานส่งเสริมตลาดในช่วงนี้เห็นผลหรือไม่ เชื่อว่าระยะยาวตลาดจีนจะกลับมาในรูปแบบที่สร้างรายได้สูงขึ้นเมื่อเทียบอดีต”

สำหรับปี 2560 ททท.จัดทำแนวโน้มการท่องเที่ยว คาดว่าตลาดจีนสร้างรายได้ราว 5.19 แสนล้านบาท เติบโต 16.7% ส่วนนักท่องเที่ยวมีจำนวน 9.8 ล้านคน เพิ่มขึ้น 11.5% สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ในปีนี้ที่จะเข้ามาราว 8.79 ล้านคน