“ไทยออยล์ คาดราคาน้ำมันดิบดูไบปี 60 ฟื้นตัวจากภาวะอุปทานล้นตลาดที่คลี่คลายลง”
สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบปี 2559
ราคาน้ำมันดิบในปี 2559 เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 22 - 55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และมีราคาเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 41 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับลดลงจากราคาเฉลี่ยในปี 2558 ซึ่งอยู่ที่ 51 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากตลาดน้ำมันดิบยังคงประสบปัญหาอุปทานล้นตลาดตลอดทั้งปี โดยในช่วงต้นปีตลาดมีปริมาณน้ำมันดิบส่วนเกินถึงประมาณ 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ในปี 2559 ผู้ผลิตกลุ่มโอเปคยังเพิ่มกำลังการผลิตอีกประมาณ 1.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากระดับการผลิตในปี 2558 นำโดยซาอุดิอาระเบียที่ปรับเพิ่มกำลังการผลิตราว 270,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาด และกดดันผู้ผลิตน้ำมันดิบจากชั้นหินดินดาน (Shale oil) ในสหรัฐ ตลอดจนอิรักที่ปรับเพิ่มกำลังการผลิตราว 4 แสนบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากปัญหาสงครามคลี่คลายลง รวมถึงอิหร่านที่กลับมาผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 7 แสนบาร์เรลต่อวัน หลังได้รับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรเมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2559 ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปคประสบกับภาวะขาดทุนจากราคาน้ำมันดิบตกต่ำและมีความจำเป็นต้องลดกำลังการผลิตลงราว 9 แสนบาร์เรลต่อวัน จากระดับการผลิตในปี 2558 นำโดยผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่อย่างสหรัฐ ที่ปรับลดกำลังการผลิตราว 5 แสนบาร์เรลต่อวัน ทำให้อุปทานน้ำมันดิบโดยรวมยังคงเติบโตขึ้นจากปี 2558 ในขณะที่อุปสงค์น้ำมันดิบเติบโตประมาณ 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ตลาดเข้าสู่สมดุลได้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบถูกกดดันอย่างต่อเนื่อง และนำไปสู่การเจรจาระหว่างประเทศผู้ผลิตน้ำมันดิบ
ช่วงปลายปี 2559 ผู้ผลิตกลุ่มโอเปคและนอกกลุ่มโอเปคกลับมาหารือกันอีกครั้ง ซึ่งข้อตกลงของกลุ่มโอเปคในวันที่ 30 พ.ย. และกลุ่มนอกโอเปคในวันที่ 10 ธ.ค. ได้ข้อสรุปที่จะปรับลดกำลังผลิตลงราว 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากระดับการผลิตเดือนต.ค. 2559 สำหรับผู้ผลิตในกลุ่มโอเปค และ 558,000 บาร์เรลต่อวันสำหรับผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปค โดยมีผลบังคับใช้ในเดือนม.ค. 2560 เป็นระยะเวลา 6 เดือน ความร่วมมือปรับลดกำลังการผลิตของผู้ผลิตกลุ่มโอเปค และนอกกลุ่มโอเปคในครั้งนี้ จะส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบโลกปรับลดลงราว 1.8 ล้านบาร์เรล หรือเทียบเท่ากับร้อยละ 2 ของอุปทานน้ำมันดิบโลกทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ตลาดยังต้องเผชิญกับความเสี่ยง ที่อุปทานอาจจะหายไปน้อยกว่า 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากข้อตกลงในครั้งนี้ยินยอมให้ลิเบีย และ ไนจีเรีย สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตได้ตามปกติ ส่งผลให้อุปทานจากลิเบีย และไนจีเรียอาจปรับเพิ่มมากขึ้น หลังเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศคลี่คลายลง ประกอบกับ ผู้ผลิตในกลุ่มโอเปคอาจผลิตเกินปริมาณการผลิตที่กำหนดในข้อตกลงเมื่อครั้งก่อนๆ ที่มีข้อตกลงปรับลดกำลังการผลิต
นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกซึ่งเป็นตัวแปรหลักที่ขับเคลื่อนความต้องการใช้น้ำมันดิบโลกยังเผชิญกับความผันผวน และความไม่แน่นอนจากการที่สหราชอาณาจักรลงประชามติถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) นายโดนัลด์ ทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐ และธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 มาสู่ระดับร้อยละ 0.50-0.75 ซึ่งทำให้นักลงทุนโยกย้ายการลงทุนระหว่างสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงกับสินทรัพย์ที่ปลอดความเสี่ยงอย่างเงินดอลลาร์ ซึ่งสร้างความผันผวนให้กับค่าเงินดอลลาร์ และราคาน้ำมันดิบ
ภาวะตลาดน้ำมันดิบและคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในปี 2560
ในปี 2560 คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะเฉลี่ยในกรอบ 50 - 55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นจากปี 2559 จากอุปสงค์น้ำมันสำเร็จรูปของโลกที่ขยายตัวต่อเนื่องอยู่ที่ 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2559 (สำนักงานพลังงานสากล -IEA เดือน ธ.ค. 2559) เนื่องจากราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ยังอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับ อุปทานน้ำมันดิบโลกที่คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นน้อยกว่าอุปสงค์ เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตกลุ่มโอเปคที่จะปรับลดปริมาณการผลิตรวมกันราว 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ 32.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ตลาดยังเผชิญกับความเสี่ยงกับการปรับเพิ่มขึ้นของปริมาณการผลิตในไนจีเรียและลิเบีย รวมถึง ผู้ผลิตกลุ่มโอเปคอาจปรับลดกำลังการผลิตได้น้อยกว่าข้อตกลง นอกจากนี้ ข้อตกลงปรับลดกำลังการผลิตครั้งนี้มีผลบังคับใช้เพียง 6 เดือน และอาจไม่มีการยืดระยะเวลาการปรับลดกำลังการผลิตได้ ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่ผู้ผลิตกลุ่มโอเปคจะปรับเพิ่มปริมาณการผลิตในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2560 ส่งผลให้ปริมาณการผลิตของกลุ่มโอเปคอาจปรับลดลงน้อยกว่าที่กลุ่มโอเปคตกลงกันไว้ และเฉลี่ยอยู่ที่ 33.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งปรับลดลงจากปี 2559 ประมาณ 0.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในขณะที่ปริมาณการผลิตของผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปคมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นราว 0.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปริมาณการผลิตของสหรัฐ อาจกลับมาผลิตเพิ่มมากขึ้นในปี 2560 จากราคาน้ำมันดิบที่เริ่มฟื้นตัว ซึ่งสะท้อนได้จากรายงานจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบในสหรัฐ ที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในครึ่งปีหลังของปี 2559 ในขณะที่ ผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปคอื่นๆ ที่เข้าร่วมกับข้อตกลงการลดกำลังการผลิตจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ปริมาณการผลิตรวมเพิ่มขึ้นไม่มากนัก และจากสภาวะที่อุปสงค์เติบโตมากกว่าอุปทาน จะส่งผลให้ในปี 2560 ตลาดน้ำมันดิบมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะสมดุลและอาจกลับมาสู่ภาวะขาดตลาดในที่สุด
……………………………………………………….
ที่มา : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-797-2999






