วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ส่อง ‘นโยบายการเงิน’ ปี60 เครื่องมือค่าเงินรับภาระหนัก

ปี 2559 ที่ผ่านมา “นโยบายการเงิน” ในฝั่งของ “ดอกเบี้ย” เรียกว่าไม่มีอะไรที่ “เซอร์ไพร์ส” ตลาดการเงิน เพราะตลอดทั้งปี คณะกรรมการนโยบายการเงิน

 

 ทั้ง 7 คน มีมติเป็น “เอกฉันท์” ให้คงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.5% ..ขณะที่ “ปี 2560” นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ มองคล้ายกันว่า ดอกเบี้ยนโยบายจะยัง “คง” ในระดับนี้ไปต่อเนื่องตลอดทั้งปี มีเพียงบางสำนักวิจัยเท่านั้นที่มองว่า จะปรับขึ้นเพียง 1 ครั้งในช่วงปลายปี

ทว่า เครื่องมือการเงินที่ดูจะ “รับภาระหนัก” ในปีนี้ ดูเหมือนยังเป็นเครื่องมือด้านอัตราแลกเปลี่ยน เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพค่าเงิน จากความผันผวนของปัจจัยภายนอก สะท้อนผ่าน “เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ” ที่ “ขึ้น-ลง” หวือหวา บ่งชี้ถึงการ “เข้าดูแล” โดยทางการ

**ประสิทธิผลการส่งผ่านต่ำ

“นริศ สถาผลเดชา” ผู้อำนวยการ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี มองว่า ในปีนี้ดอกเบี้ยยังคงไม่ใช่เครื่องมือหลักที่ กนง. หยิบมาใช้ดูแลการเติบโตของเศรษฐกิจ เพราะ “ประสิทธิผล” ของการส่งผ่านค่อนข้างต่ำ ถึงแม้ดอกเบี้ยจะลดอีก 0.25% ก็คงไม่มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจหรือการลงทุนมากนัก ตราบใดที่ผลตอบแทนการลงทุนของเอกชนยังอยู่ระดับต่ำ จึงมองว่า กนง. น่าจะยืนดอกเบี้ยนโยบายในระดับดังกล่าวต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2560

“คิดว่าเป็นการยากที่คนจะลงทุนเพิ่มถ้า ผลตอบแทนการลงทุนของเอกชนยังอยู่ระดับต่ำ ซึ่งปัจจุบันถือว่าต่ำมากเพียง 3-4% เท่านั้น เทียบกับช่วง 2 ปีก่อนหน้าที่อยู่ระดับ 7-8% ดังนั้นปีนี้เครื่องมือดอกเบี้ยคงไม่ใช่ตัวหลักที่ กนง. จะหยิบมาใช้”

อย่างไรก็ตามแม้ดอกเบี้ยนโยบายจะ “คง” ในระดับ 1.5% ต่อเนื่องตลอดทั้งปี แต่ดอกเบี้ยตลาดเงินน่าจะปรับขึ้น และกดดันให้ดอกเบี้ยของสถาบันการเงินขยับขึ้นตามด้วย เพียงแต่การปรับขึ้นคงไม่เร็วเท่ากับดอกเบี้ยนโยบาย แต่ก็ชี้ให้เห็นว่ายุคดอกเบี้ยต่ำกำลังหมดไป ต้นทุนการเงินจากนี้จะค่อยๆ ทยอยสูงขึ้น

ส่วนเครื่องมือที่น่าจะรับบทหนักอีกปี คือ เครื่องมือด้านอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งปีนี้ความผันผวนในตลาดการเงินคงเพิ่มขึ้น จากปัจจัยต่างประเทศที่มีความไม่แน่นอนสูง แต่อย่างไรก็ตามด้วยเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยที่สูง เชื่อว่าสามารถดูแลความผันผวนเหล่านี้ได้

**โจทย์หลักดูแลความผันผวน

“เชาว์ เก่งชน” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ปี 2560 ถือเป็นปีแห่งการรักษาเสถียรภาพ ช่องว่าที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มลดลงเรื่อยๆ ดังนั้นโจทย์เฉพาะหน้าของธนาคารกลางทุกประเทศ คือ ทำให้ความผันผวนในตลาดการเงินมีน้อยที่สุด เพื่อให้ทุกคนมีเวลาในการปรับตัว

สำหรับประเทศไทย ถือเป็นเศรษฐกิจเล็ก ซึ่งเราเปิดให้เงินทุนเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรี โดยอาจเข้าดูแลบ้างหากเห็นว่ามีการแกว่งตัวแรง แต่คงไม่ทุ่มทรัพยากรเพื่อดูแลไม่ให้เกิดการแกว่งตัวเลย เพราะต้องใช้เงินจำนวนมาก ดังนั้นผู้ประกอบการเองควรต้องมองไปข้างหน้า หากเห็นว่าแนวโน้มตลาดผันผวนแรงก็ควรเริ่มทำประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้

ส่วนดอกเบี้ยนโยบายนั้น ถ้าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ปรับดอกเบี้ยขึ้น 3 ครั้งตามที่ส่งสัญญาณไว้จริง คงมีผลต่อผลตอบแทนพันธบัตร(บอนด์ยีลด์) ที่เพิ่มขึ้นบ้าง เมื่อบอนด์ยีลด์เริ่มปรับขึ้น ธนาคารพาณิชย์อาจต้องเพิ่มความจูงใจของดอกเบี้ยเงินฝากเพื่อรักษาฐานลูกค้าเอาไว้ กลไกเหล่านี้อาจจะกดดันไปยังดอกเบี้ยนโยบายได้เช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังมองดอกเบี้ยนโยบายในปี 2560 ไว้ที่ 1.5% และจะเห็นการทยอยปรับขึ้นในปีถัดไป

**เงินเฟ้อเพิ่มแต่ไม่แรง

“สมประวิณ มันประเสริฐ” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มองว่า เครื่องมือดอกเบี้ยนโยบายจะยังมีบทบาทไม่มากนักในปี 2560 โดยเชื่อว่า กนง. น่าจะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% ตลอดทั้งปี เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังเติบโตเปราะบาง และตัวเลขการเติบโตซึ่งเรามองไว้ที่ระดับ 3.3% ยังเป็นการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพ

“ศักยภาพเราน่าจะโตได้ 4% และความเปราะบางทางเศรษฐกิจยังมีให้เห็น โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออก ดังนั้นนโยบายการเงินน่าจะทรงตัวในระดับต่ำต่อเนื่อง ซึ่งเรามองว่าปีนี้ดอกเบี้ยก็ยังจะอยู่ที่ 1.5% ไปตลอดทั้งปี”

นอกจากนี้เงินเฟ้อแม้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่แรงและน่าจะอยู่ในกรอบเป้าหมาย ดังนั้นความจำเป็นที่ดอกเบี้ยนโยบายจะเพิ่มขึ้นจึงไม่มี อย่างไรก็ตามการเพิ่มขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอาจเกิดขึ้นได้ในปีถัดไป ถ้าการลงทุนภาครัฐ สามารถช่วยผลักดันให้การลงทุนเอกชนตามมาได้

ส่วนเรื่องความผันผวนของค่าเงิน ในปีนี้อาจสูงขึ้น แต่ ธปท. ก็มีเครื่องมือด้านอัตราแลกเปลี่ยนในการดูแล โดยเฉพาะเงินสำรองระหว่างประเทศที่มีสูง จึงไม่คิดว่า กนง. จะเลือกใช้เครื่องมือด้านอัตราดอกเบี้ย

**บาทอ่อนลดแรงกดดัน

“อุสรา วิไลพิชญ์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ ไทย มองว่า ด้วยเงินบาทที่อ่อนค่าลง จะช่วยลดแรงกดดันการทำนโยบายการเงิน จึงคิดว่า กนง. จะยังคงดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องจนกว่าจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยั่งยืนขึ้น ซึ่งทางสแตนชาร์ด เชื่อว่า อาจจะเห็นการปรับสมดุลของดอกเบี้ยนโยบายด้วยการปรับขึ้น 1 ครึ่งในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2560

“เรามองว่าปีหน้า จะมีการปรับสมดุลของดอกเบี้ย 1 ครั้งในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยในประเทศ สาเหตุส่วนหนึ่งเพราะเงินเฟ้อเริ่มขยับขึ้น เรามองว่าเงินเฟ้อน่าจะขึ้นไปแตะระดับ 2% ได้ ขณะที่ดอกเบี้ยถ้ายังอยู่เท่าเดิมที่ 1.5% หมายความว่าดอกเบี้ยแท้จริงจะติดลบ ซึ่งทำให้การผ่อนคลายนโยบายการเงินอาจมีมากไป จึงมองว่า กนง. อาจจะปรับสมดุลโดยการขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง”