พักฐานก่อนเทศกาลสิ้นปี
คาดหุ้นไทยไม่ไปไหนไกล อารมณ์ตลาดไม่คึกคักทำนองเดียวกับตลาดการเงินทั่วโลกที่นักลงทุนไม่ค่อยอยากจะเล่นหนักก่อนเทศกาลคริสต์มาสและสัปดาห์สุดท้ายของปี นักลงทุนสหรัฐไม่ค่อยใส่ใจกับตัวเลข GDP ที่ขยายตัวแรงกว่าคาดที่ 3.5% ในไตรมาส 3 โดยที่ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลง 2 วันติดต่อกันเป็นครั้งแรกในรอบเดือน ภายในประเทศ กระทรวงการคลังลุ้นเรื่องการลงทุนของประเทศว่าเอกชนจะลงทุน 4 แสนล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกับของรัฐบาลอีก 9 แสนล้านบาท เศรษฐกิจไทยจะโตได้เต็มศักยภาพ 4-5% ในปีหน้าจาก 3.3% ปีนี้ ข่าวดีอีกประการ ราคาสินค้าเกษตรพุ่งขึ้นในเดือนพ.ย. เราคาดว่าแนวโน้มนี้จะดำเนินต่อไป
หุ้นเด่นวันนี้: TISCO(ราคาปิด 58.00 บาท; ซื้อ; ราคาเป้าหมายปี 60 ของ AWS 67.00 บาท)
บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นหุ้นเด่นในวันนี้เนื่องจากโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่ได้จากการเข้าซื้อธุรกิจลูกค้ารายย่อยจากธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) จากธุรกรรมนี้ ธนาคารจะได้รับโอนสินเชื่อมูลค่าประมาณ 4.1 หมื่นล้านบาทและเงินฝากอีกประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท โดยที่ 2.5 หมื่นล้านบาทจากมูลค่าสินเชื่อทั้งหมดจะเป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัย 7 พันล้านบาทเป็นสินเชื่อส่วนบุคคล 5 พันล้านบาทเป็นสินเชื่อ SME และ 4 พันล้านบาทเป็นสินเชื่อบัตรเครดิต เรามองว่า TISCO น่าจะได้รับประโยชน์จากดีลนี้เนื่องจากธุรกรรมนี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งธุรกิจลูกค้ารายย่อย ทำให้ธนาคารสามารถเสนอผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้าที่หลายหลายมากขึ้น ทั้งยังช่วยกระจายความเสี่ยงพอร์ตสินเชื่อลูกค้ารายย่อยไม่ให้กระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มเช่าซื้อเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ ธนาคารยังสามารถเพิ่มรายได้จากการขาย Cross-sell อีกด้วย การโอนธุรกิจดังกล่าวคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงครึ่งหลังปี 60 ทำให้ผลต่อกำไรสุทธิจะมีแค่ช่วงเวลาดังกล่าวเท่านั้น จากปัจจัยนี้ เราเพิ่มประมาณการการเติบโตของสินเชื่อปีหน้าเป็น 15% จากก่อนหน้าที่ 3% เราเพิ่มประมาณการรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยว่าจะเติบโต 9% จาก 8% โดยรวมแล้ว เราคงประมาณการการเติบโตกำไรสุทธิปี 59 ของเราไว้ที่ 17.5% แต่ปรับขึ้นการเติบโตของกำไรในปี 60 เป็น 9.0% จาก 6.9% และเราคาดว่ากำไรจะเริ่มเห็นผลเต็มปีในปี 61 โดยกระโดดขึ้น 14.6% นอกจากนั้นแล้ว หุ้น TISCO ยังมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่เหมาะสมมากที่ราว 4.3-4.6% ในช่วงปี 59-60 Price Pattern ของ TISCO มีความแข็งแกร่งอย่างมากในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) จากการเกิดทั้ง Daily, Weekly, & Monthly Buy Signal และเมื่อพิจารณา Price Pattern ของ TISCO แล้วนั้นยังบ่งบอกถึงการทำ New High อีกด้วย โดยมีเป้าหมายแรกเพื่อทดสอบ High เดิมที่ 60.25 บาท และมีเป้าหมายแรกของการทำ New High อยู่ที่ 67.25 บาท ทั้งนี้ TISCO มีจุด Stop Loss ระยะสั้นอยู่ที่ 54.50 บาท (Resistance: 59.25, 60.75, 62.25; Support: 56.50, 55.00, 53.50)
ปัจจัยสำคัญ
ประเด็นในประเทศ:
• คลังมองลงทุนปีหน้าเชิงบวก ก.คลังคาดการลงทุนภาคเอกชนในปีหน้าน่าจะมากถึง 4 แสน ลบ. ซึ่งใกล้กับระดับ 9 แสน ลบ. ที่รัฐลงทุน กระทรวงคาดจะเร่งลงทุนภาครัฐเพื่อให้เป็นปัจจัยกระตุ้นหลัก ถ้าภาครัฐจูงใจภาคเอกชนให้ลงทุนได้ เศรษฐกิจประเทศจะสามารถโตได้เต็มศักยภาพที่ 4-5% (Bangkok Post)
• ราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น พ.ย. รายได้คงที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรรายงานราคาสินค้าเกษตร พ.ย. เพิ่มขึ้น 3% เทียบปีก่อนและ 1.8% เทียบเดือนก่อน นำโดยราคายางเพิ่มเพราะราคาน้ำมันที่ดีดกลับและอุปทานที่ตึงตัวเพราะฝนชุกในภาคใต้ อย่างไรก็ดีปริมาณการผลิตโดยรวมลดลง 3.4% เพราะผลผลิตข้าวและข้าวโพดลดลง ทำให้รายได้เกษตรกรคงที่ YoYใน พ.ย. สำนักงานฯ คาดว่าจะมีผลผลิตข้าว ปาล์มน้ำมันและยางมากขึ้นใน ธ.ค. ขณะที่ราคายางยังขึ้นต่อตามราคาล่วงหน้าที่พุ่งขึ้นในตลาดโตเกียว (Infoquest)
ต่างประเทศ:
• อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวขึ้นเมื่อวันพฤหัส อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวขึ้นเมื่อวันพฤหัส หลังการเปิดเผยข้อมูลว่าเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวดีขึ้น และนักลงทุนเตรียมรอพันธบัตรลอตใหม่ในสัปดาห์หน้า ราคาพันธบัตรอายุ 10 ปีล่าสุดเพิ่มขึ้น 3/32 อัตราผลตอบแทนอยู่ที่ระดับ 2.55% หลังจากเพิ่มขึ้นในช่วงก่อนหน้าถึงระดับ 2.58% ปรับตัวขึ้นจากที่ระดับ 2.54% เมื่อวันพุธ (Reuters)
• ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเทียบกับสกุลเงินหลักเมื่อวันพฤหัส ทำให้ห่างจากระดับสูงสุดในรอบ 14 ปีซึ่งแตะระดับในสัปดาห์นี้เนื่องจากเทรดเดอร์ได้บันทึกกำไรและเมินข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐที่แข็งแกร่งเป็นส่วนใหญ่ การซื้อขายเบาบางก่อนเทศกาลคริสต์มาส ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐร่วงลง 0.3% อยู่ที่ระดับ 102.74 หลังจากที่ดัชนีฯ ได้แตะระดับ 103.65 เมื่อวันอังคารซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับแต่เดือนธ.ค. 2002 (Reuters)
สหรัฐ:
• ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปิดลบเมื่อวันพฤหัส แม้ว่าตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/59 แข็งแกร่งกว่าที่คาด เนื่องจากหุ้นค้าปลีกดิ่งลง หลังจากซีเอ็นเอ็นรายงานว่าทีมเปลี่ยนผ่านของทรัมป์ กำลังพิจารณากำหนดภาษีนำเข้าสูงสุดถึง 10% ปริมาณการซื้อขายเบาบางมากด้วยนักลงทุนจำนวนมากหยุดการซื้อขายก่อนถึงวันหยุดในเทศกาลคริสต์มาส (Reuters)
• เศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาส 3/59 ขยายตัวเร็วกว่าที่คาด และขยายตัวดีที่สุดในรอบ 2 ปี จีดีพีขยายตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 3.5% ต่อปี สูงกว่ารายงานตัวเลขครั้งก่อนที่ขยายตัวในอัตรา 3.2% ต่อปี จากการรายงานข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ ทั้งนี้ การใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งคิดเป็น 2 ใน 3 ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจสหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.2% MoMในเดือน พ.ย. ต่ำกว่าตัวเลขประมาณการที่เพิ่มขึ้น 0.3% (Reuters)
ยุโรป:
• ตลาดหุ้นยุโรปเมื่อวันพฤหัสบดีปรับตัวลดลงเล็กน้อยก่อนช่วงวันหยุด นำโดยหุ้นกลุ่มสินแร่และหุ้นกลุ่มการเงินที่ปรับตัวลดลง โดยเฉพาะหุ้นธนาคาร Monte deiPaschiบนความกังวลว่าแผนการระดมทุนอาจล้มเหลว (Reuters)
• รัฐบาลเตรียมหารือแผนการเข้าช่วยเหลือธนาคาร Monte deiPaschiในวันนี้ ด้วยวงเงินช่วยเหลือราว 2.0 หมื่นล้านยูโร (2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ) เนื่องจากธนาคารกำลังจะขาดสภาพคล่องภายใน 4 เดือนจากนี้ และอาจนำไปสู่ผลกระทบในวงกว้างต่อภาคธนาคาร (Reuters)
เอเชีย:
• จีนพบการติดเชื้อไข้หวัดนกของมนุษย์ (H7N9) แล้วสองเคส: รวมถึงสัปดาห์นี้ก็เป็นสามสัปดาห์แล้วที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสมฤตยูนี้กระจายไปทั่ว ขณะที่ประเทศในเอเชียกำลังต่อสู้เพื่อควบคุมการระบาดของโรค เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่อยู่ในเกาหลีใต้และญี่ปุ่นได้ทำการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนกสายพันธุ์ต่าง ๆ ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมสัตว์ปีกที่ต้องทำการปกป้องการสูญเสียทางการเงินอย่างหนักจากเรื่องนี้ (Reuters)
• คณะรัฐมนตรีของญี่ปุ่นได้รับการอนุมัติงบประมาณ 97.5 ล้านล้านเยน หรือ 830 พันล้านดอลลาร์ อัตราดอกเบี้ยต่ำและเงินเยนอ่อนจำกัดการกู้ยืม ขณะที่ทางการโตเกียวต้องจัดการกับภาคอุตสาหกรรมที่แบกภาระหนี้สินที่หนักที่สุด การเพิ่มขึ้นของงบประมาณจำนวน 733 พันล้านเยน จากแผนเริ่มแรกของปีนี้ เนื่องจากมีการเพิ่มขึ้นของการเรียกเก็บเงินประกันสังคมกองทุนเพื่อผู้สูงอายุ (Reuters)
• ตลาดการเงินของญี่ปุ่นจะปิดทำการในวันนี้ เป็นวันหยุดประจำชาติสำหรับวันพระราชสมภพของจักรพรรดิ (Reuters)
สินค้าโภคภัณฑ์:
• ราคาน้ำมันบวกวันพฤหัส หนุนโดยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่ง ดอลลาร์หยุดวิ่ง และแง่บวกเรื่องผู้ผลิตน้ำมันลดลังผลิต Brent บวก 63 เซนต์หรือ 1.2% ปิดที่ 55.09 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล WTI บวก 54 เซนต์หรือ 1% ปิดที่ 53.03 ดอลลาร์สหรัฐ (Reuters)
• ราคาทองคำบวกวันพฤหัสเพราะดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงต่อจากการขายทำกำไรแม้ตัวเลขเศรษฐกิจจะออกมาดีก็ตาม ราคาทองคำตลาดจรบวก 0.2% ที่ 1,133.71 ดอลลาร์สหรัฐ ราคาทองคำตลาดล่วงหน้าเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยปิดที่ 1,133.90 ดอลลาร์สหรัฐ (Reuters)









