กระทรวงการคลัง ลุยกวาดล้างนายทุนหนี้นอกระบบหมดประเทศในปีหน้า สั่งสรรพากรเข้าตรวจสอบภาษี ลั่นใช้กฎหมายจัดการขั้นเด็ดขาด
ขณะ ร่างกฎหมายใหม่เพิ่มโทษทั้งจำคุก-ปรับ ส่วนความคืบหน้าการออกบอนด์ออมทรัพย์ เผยวงเงินขายเหลืออื้อกว่า 1 หมื่นล้าน
นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาลว่า ในปีหน้านายทุนนอกระบบจะต้องหายไปจากประเทศ โดยขณะนี้ได้สั่งการกรมสรรพากรเข้าไปตรวจสอบภาษีนายทุนนอกระบบแล้ว เบื้องต้นกระทรวงการคลัง จะใช้วิธีการเตือนให้นายทุนเงินกู้นอกระบบ เลิกการปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินกว่ากฎหมายกำหนด ซึ่งหากยังไม่เข้าระบบ กรมสรรพากร ก็พร้อมที่จะเข้าไปตรวจสอบการเสียภาษีของนายทุนเงินกู้นอกระบบ
รัฐบาลมีความจริงจังกับการปราบปรามนายทุนเงินกู้นอกระบบ โดยนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม พล.องประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้ดูแลเรื่องนี้โดยตรง โดยจะใช้กฎหมายจัดการอย่างเด็ดขาด
ทั้งนี้ ร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม การห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ได้ผ่านวาระสามของ สนช.แล้ว รอโปรดเกล้า ซึ่งการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2475 การแก้ไขในครั้งนี้จะเป็นการเพิ่มโทษ โดยกำหนดโทษจำคุก ไม่เกิน 2 ปี จากเดิมไม่เกิน 1 ปี และโทษปรับเป็น ไม่เกิน 2 แสนบาท จากเดิมไม่เกิน 1 พันบาท
หากนายทุนเงินกู้นอกระบบ ต้องการทำอาชีพปล่อยกู้ต่อไป สามารถเข้ามายื่นขอใบอนุญาตประกอบกิจการพิโกไฟแนนซ์จากกระทรวงการคลังได้ ซึ่งจนถึงปัจจุบันมีคนยื่นสมัครเข้ามาแล้วประมาณ 10 ราย คาดว่า จะสามารถอนุมัติใบอนุญาตให้ได้ 4 -5 รายในเร็วๆนี้
สำหรับรายละเอียดเบื้องต้นนั้น จะกำหนดทุนจดทะเบียนไว้ที่ ไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่านาโนไฟแนนซ์ที่กำหนดทุนจดทะเบียนขั้นต่ำไว้ที่ 50 ล้านบาท การกำหนดทุนจดทะเบียนค่อนข้างต่ำเช่นนี้ ทำให้นายทุนขนาดเล็กในต่างจังหวัด รวมถึงนายทุนเงินกู้นอกระบบ สามารถเข้ามาทำธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ได้ โดยขนาดการให้กู้ของพิโกไฟแนนซ์นั้น จะให้กู้ต่อรายไม่เกิน 5 หมื่นบาท ต่ำกว่านาโนไฟแนนซ์ที่ให้กู้รายละไม่เกิน 1 แสนบาท ส่วนอัตราดอกเบี้ยนั้น คิดในอัตราเท่ากับนาโนไฟแนนซ์ คือ ไม่เกิน 36%
เขากล่าวว่า จะให้ทางธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) จัดตั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องการแก้ไขหนี้นอกระบบอย่างถาวร
นายสมชัย กล่าวอีกว่า จะเปิดให้ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยรอบสองช่วงเดือนมี.ค.60 เพื่อจัดทำฐานข้อมูลในการช่วยเหลือด้านค่าสาธารณูปโภคเช่นเดียวกับที่เปิดไปในช่วงเดือนสิงหาคมในปีนี้
“ในรอบนี้จะไม่เป็นเรื่องของการให้เงิน แต่จะเป็นการช่วยค่าสาธารณูปโภค รถเมล์ รถไฟ และเรื่องประกันอุบัติเหตุที่ยังค้างอยู่” นายสมชัย กล่าว
ส่วนความคืบหน้าการขายพันธบัตรออมทรัพย์ ในปีงบประมาณ 2560 เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ในปีงบประมาณดังกล่าว ครั้งที่ 1 จำนวนรวม 15,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 2 รุ่น คือ รุ่นอายุ 3 ปี (SB19DA) อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ 2% ต่อปี และรุ่นอายุ 7 ปี (SB23DA) อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ 2.56% ต่อปี จำหน่ายระหว่างวันที่ 13 ธ.ค.2559 – 21 เม.ย. 2560 เพื่อเป็นการส่งเสริมการออมของนักลงทุนรายย่อยและประชาชนทั่วไป และเป็นทางเลือกในการลงทุนที่มั่นคงไม่มีความเสี่ยงได้รับดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทนที่แน่นอนในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก นั้น
ล่าสุดทาง สบน. แจ้งผลการจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ โดยระบุว่า ยอดสะสมตั้งแต่วันที่ 13 – 21 ธ.ค. 2559 มีพันธบัตรคงเหลือจากการขายรวม 10,499 ล้านบาท จากวงเงินที่จัดสรร 15,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ของธนาคารกรุงเทพ มีวงเงินคงเหลือ 3,133 ล้านบาท จากวงเงินที่ได้รับการจัดสรร 4,200 ล้านบาท
ส่วนธนาคารกรุงไทย มีวงเงินคงเหลือ 3,030 ล้านบาท จากวงเงินที่ได้รับการจัดสรร 5,100 ล้านบาท ธนาคารกสิกรไทย มีวงเงินคงเหลือ 2,055 ล้านบาท จากวงเงินที่ได้รับการจัดสรร 2,700 ล้านบาท และ ธนาคารไทยพาณิชย์มีวงเงินคงเหลือ 2,279 ล้านบาท จากวงเงินที่ได้รับการจัดสรร 3,000 ล้านบาท
รายงานข่าวระบุว่า ผู้ที่สนใจซื้อพันธบัตรยังสามารถทำรายการซื้อพันธบัตรดังกล่าว ผ่านเคาน์เตอร์ทุกสาขา เครื่องถอนเงินอัตโนมัติ(ATM) และผ่านระบบอินเทอร์เน็ตของธนาคารตัวแทนจำหน่าย 4 แห่ง ได้จนถึงวันที่ 21 เม.ย.2560 หรือจนกว่าจำหน่ายได้ครบวงเงิน








