วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ซีไอเอ็มบีชู‘บอนด์สั้น-ทองคำ’เด่น

“ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล” แนะลงทุน บอนด์ระยะสั้น-กลาง รวมทั้งทองคำ หลังตลอด 1 เดือนที่ผ่านมาร่วงหนัก เชื่อรับข่าว “เฟด” ขยับ

ดอกเบี้ยไปล่วงหน้าแล้ว ขณะ แนวโน้มกองอสังหาฯ-รีท เริ่มฟื้น ด้าน “แอลเอช ฟันด์” วางเป้า “เอยูเอ็ม” ปีหน้าแตะ 1 แสนล้าน โต 30% เน้นเข็นกองทุนรวมเพิ่ม

นายวิน พรหมแพทย์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 0.50 - 0.75% ตามคาดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น กลุ่มหลักทรัพย์ที่ถูกเทขายออกมามากสุดในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาและเชื่อว่ารับข่าวไปเกือบหมดแล้ว คือ ตราสารหนี้ และ ทองคำ

โดยคาดว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล(บอนด์ยีลด์)ไทยอายุ 10 ปีที่ปรับเพิ่มขึ้นมาจาก 2.1% เป็น 2.7% และราคาทองคำที่ปรับลดลงจาก 1,360 ออนซ์ต่อดอลลาร์ เหลือ 1,140 ออนซ์ต่อดอลลาร์ อยู่ในระดับที่น่าสนใจลงทุน ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นและระยะกลาง รวมทั้งกองทุนทองคำ

นอกจากนี้ กองทุนอสังหาริมทรัพย์และกองรีท มีราคาปรับย่อลงในช่วงเดือนที่ผ่านมา มองว่า มีความน่าสนใจมากขึ้น แนะนำเพิ่มน้ำหนักกองอสังหาฯ และคาดว่า กองทุนผสมตราสารหนี้และรีทก็น่าจะเริ่มฟื้นตัวแล้วเช่นกัน

ส่วนตลาดหุ้นไทยได้รับรู้การปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดไปแล้วเช่นกัน และเชื่อว่า ตราบใดที่เฟดยังไม่มีการขยับดอกเบี้ยขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2560 ตลาดหุ้นไทยจะยังคงเป็นบวกและเงินทุนอาจจะไหลกลับเข้ามาได้ คาดว่า กลุ่มหลักทรัพย์ที่ยังให้ความสนใจ ได้แก่ กลุ่มอุปโภคและบริโภคในประเทศ ท่องเที่ยว และรับเหมาก่อสร้าง

ขณะที่ตลาดหุ้นไทยช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาต่างคาดว่ากันว่า จะปรับตัวลงตามภูมิภาคและจากราคาน้ำมัน จึงมองว่า น่าจะเป็นจังหวะการเข้าลงทุนใน LTF และ RMF เพื่อสร้างพอร์ตมั่งคั่งและช่วยประหยัดภาษีได้

“การตัดสินใจของเฟดครั้งนี้เป็นไปตามคาด และเชื่อว่าตลาดได้สะท้อนความคาดหมายการขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้งของเฟดในปี 2560 ไปแล้ว ประกอบกับนักลงทุนมีมุมมอง “บวก” ต่อความสำเร็จของทรัมป์ ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐเข้าสู่จุดเปราะบางมากขึ้นเพราะหากทรัมป์ไม่ขับเคลื่อนก็จะสร้างความผิดหวังได้”

นางจันทนา กาญจนาคม กรรมการผู้อำนวยการ บลจ. แลนด์แอนด์เฮาส์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าหมายสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร(AUM) ช่วงปี 2560 มาอยู่ที่ 100,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น15,000-20,000 ล้านบาท จากสิ้นปี 2559 ที่คาดว่าAUM จะอยู่ที่ 80,000ล้านบาท หรือเติบโต30% จากปีก่อน

สำหรับAUM ณ สิ้นเดือน พ.ย.2559 อยู่ที่ระดับ 68,470 ล้านบาท แบ่งเป็นกองทุนรวมและกองทุนอสังหาฯประมาณ 63,000 ล้านบาท สัดส่วน50:50 ที่เหลือประมาณ5,000 ล้านบาท เป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนส่วนบุคคล สัดส่วน 50:50

ทั้งนี้ในปีหน้า บริษัทเชื่อมั่นว่า กองทุนรวมจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น จากการที่บริษัทจะใช้เป็นธุรกิจหลักสร้างการเติบโตในปีหน้า คาดว่า กองทุนรวมของบริษัทจะมีเม็ดเงินลงทุนเพิ่มขึ้นที่ระดับ45,000ล้านบาท เติบโต30%จากปี 2559คาดไว้ที่ 35,000ล้านบาท

นางจันทนา กล่าวว่า ในปี 2560 บริษัทมีแผนออกกองทุนรวมตามความต้องการของลูกค้ามากขึ้น ทั้งกองทุนภายในประเทศและกองทุนต่างประเทศ (FIF) ประมาณ 8กองทุน ทางด้านกองทุนรวมในไทยคาดว่าจะออกประมาณ 4 กองทุนจะเน้นลงทุนในหุ้น และรีท

อีกทั้งบริษัทมีแผนเพิ่มทุนในกองรีทไทย อาทิ กองทุนที่เป็นโรงแรม มีแผนเพิ่มทุนประมาณ 3,000 ล้านบาท ขนาดกองทุนดังกล่าวในปัจจุบันอยู่ที่ 3,000-4,000 ล้านบาท โดยนำโรงแรมแกรนด์เซนต์เตอร์พอยส์เข้ามาอยู่ในกองทุนดังกล่าว ส่วนกองทุนรีทอื่นๆ เช่น ศูนย์การค้า และตึกสำนักงาน ก็มีแผนเพิ่มทุนเช่นกันขณะนี้อยู่ระหว่างทำการศึกษา

ขณะที่กองทุน FIF คาดว่าจะออกประมาณ4กอง จะเน้นลงทุนในหุ้นและรีทเป็นหลักเช่นกัน เนื่องจากเชื่อว่าการลงทุนดังกล่าวสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดี โดยเฉพาะรีทต่างประเทศในปีหน้ายังมีความน่าสนใจมากกว่า เมื่อเทียบกับรีทในประเทศแม้ว่าผลตอบแทนรีทไทยเฉลี่ยที่ 5-6% แต่ของที่จะลงทุนมีน้อย

ส่วนผลตอบแทนรีทต่างประเทศจะน้อยกว่า แต่มีของดีหลากหลายประเทศให้เลือกมากกว่า ที่น่าสนใจ เช่น ผลตอบแทน รีทออสเตรเลีย3-4% รีทสิงคโปร์ 6-8% รีทฮ่องกงและรีทญี่ปุ่น 3-4%

นอกจากนี้ ในส่วนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพปีหน้า ยังคงเน้นรูปแบบการลงทุนแบบ employee choice ที่สมาชิกเลือกนโยบายการลงทุนได้ด้วยตัวเอง มุ่งเจาะกลุ่มบริษัทขนาดเล็กเป็นหลัก เนื่องจากกลุ่มลูกค้าดังกล่าวยังมีช่องว่างในการทำตลาดอีกจำนวนมาก แต่ต้องเข้าไปสร้างความเข้าใจกับนายจ้างและสร้างความรู้การลงทุนให้กับลูกจ้าง