นักวิเคราะห์คาด"นักลงทุนต่างชาติ" จะปรับพอร์ตการลงทุนอีกระลอก ภายหลังจากที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยเป็น 0.5-0.57% และเตรียมปรับอีก 3 ครั้งปีหน้า
หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 0.50-0.75% (ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้) เป็นการปรับขึ้นครั้งแรกของปีนี้ และเป็นครั้งที่สองหลังจากที่ยืนดอกเบี้ยต่ำ 0% มานาน 8 ปี พร้อมกันนี้เฟดได้ส่งสัญญาณที่จะปรับเพิ่มดอกเบี้ยในระยะยาวขึ้น ในปี 2560-2562 โดยจะปรับขึ้นปีละ 3 ครั้ง ๆ ละ 0.25 %
ตั้งแต่ต้นไตรมาส 4/2559 ที่ผ่านมา เราเห็นการขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทยมาต่อเนื่อง ล่าสุดถึง 15 ธ.ค. ขายออกไปกว่า 5.4 หมื่นล้านบาท สวนทางกับนักลงทุนอีก 3 กลุ่มในประเทศที่ช่วยกันซื้อสุทธิ โดยสถาบันซื้อสูงสุด 2.99 หมื่นล้านบาท ส่วนตลอดทั้งปี ต่างชาติซื้อสุทธิ 7.75 หมื่นล้านบาท ขณะที่สถาบันขายสุทธิ 2 หมื่นล้านบาท และรายย่อยขายสุทธิ 8.5 หมื่นล้านบาทแต่มุมกลับกัน ต่างชาติยังคงเพิ่มสถานะ Long ใน เซ็ท 50 ฟิวเจอร์ส อีก 1.3 หมื่นสัญญา ในช่วงไตรมาส 4 ส่งผลให้ทั้งปีนี้ ต่างชาติ Long สะสม 1.97 แสนสัญญา
ธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า จนถึงช่วงต้นปีหน้าเชื่อว่าจะเห็นการปรับพอร์ตลงทุนของนักลงทุนต่างชาติอีกระลอกหนึ่ง แต่เชื่อว่าจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากภาพการลงทุนโดยรวมยังมีแนวโน้มผันผวนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในช่วงต้นปีซึ่งโดนัลด์ ทรัมป์ จะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะต้องติดตามนโยบายที่จะนำมาใช้จริง
ส่วนทิศทางเงินลงทุนต่างชาติ (Fund flow) จะยังมีแนวโน้มไหลออกได้ แต่สำหรับตลาดหุ้นไทยนั้นอาจจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะสัดส่วนการถือครองของนักลงทุนต่างชาติไม่สูง
“แม้เฟดจะส่งสัญญาณว่าจะขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีหน้า จากเดิมที่คาดกันไว้เพียง 2 ครั้ง แต่ไม่ว่าจะขึ้นกี่ครั้ง โดยรวมก็ยังเป็นภาพของการขึ้น ซึ่งฟันด์โฟลว์คงจะไหลกลับไปบ้าง และเงินดอลลาร์น่าจะแข็งค่าได้อีก ส่วนในระยะถัดไปนั้นหากฟันด์โฟลว์จะไหลกลับมาได้ มองว่าเศรษฐกิจไทยจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด แต่เท่าที่เห็นในเบื้องต้นก็ยังไม่ได้แตกต่างจากปีนี้มากนัก จีดีพีปีหน้าก็คาดว่าจะเติบโตราว 3-4%”
กลยุทธ์ลงทุนในช่วงนี้ คงต้องให้ความสำคัญกับความผันผวนที่รออยู่ ฉะนั้นการเก็งกำไรเป็นรอบน่าจะพอทำได้ หากดัชนีหุ้นไทยไม่หลุด 1,480 จุด ยังมองว่าเก็งกำไรได้ และอาจพิจารณาขายบริเวณ 1,520-1,530 จุด
“ส่วนการเข้าลงทุนระยะยาวนั้น อาจยังไม่ต้องรีบ เพราะตลาดยังมีความผันผวนอยู่มาก คิดว่าระดับ 1,400 จุด ต้นๆ น่าจะเป็นจุดที่เหมาะสมในการเข้าลงทุนระยะยาวมากกว่า แต่ในช่วงสั้นเชื่อว่าหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวเนื่องกับนโยบายภาครัฐ อย่าง นโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การกระตุ้นการบริโภค น่าจะเป็นกลุ่มหุ้นที่โดดเด่นในช่วงนี้”
บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า เดิมทีคาดว่าการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในปีหน้าจะเกิดขึ้นเพียง 2 ครั้ง แต่หากเฟดขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้งจริง จะทำให้อัตราดอกเบี้ย ณ สิ้นปี 2560 ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 1.5% และสิ้นปี 2561-2562 จะอยู่ที่ 2.25% และ 3% ตามลำดับ ซึ่งกดดันตลาดหุ้นสหรัฐปรับฐานระยะสั้น
ทั้งนี้ เพราะ Fed มีมุมมองบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐ โดยเฉพาะตลาดแรงงานที่ยังแข็งแกร่ง และปรับเพิ่มแนวโน้มการเติบโตของจีดีพีสหรัฐ ปี 2559-2560 เป็น 1.9% และ 2.1% จากเดิมคาด 1.8% และ 2% ตามลำดับ ส่วนปี 2561 คาดว่าจะเติบโต 2% เช่นเดิม พร้อมกันนี้ได้ปรับเพิ่มเงินเฟ้อสิ้นปีนี้มาที่ 1.5% เดิมคาดที่ 1.3% และเพิ่มเป็น 1.9% ในปี 2560 และ 2% ในปี 2561-2562
แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ หนุนให้กองทุนทั่วโลกต้องปรับพอร์ตและดึงเงินกลับสหรัฐ จากคาดหวังผลตอบแทนที่ดีขึ้น ขณะที่ฝั่งเอเชียยังต้องเผชิญแรงขายของต่างชาติ และการกีดกันทางการค้าทั้งในรูปภาษีนำเข้า (การย้ายฐานการผลิตของบริษัทสัญชาติอเมริกัน) และการยกเลิกหรือเจรจาใหม่ในสนธิสัญญาการค้า อาทิ FTA และ TPP ถือเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นเอเชีย ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิดหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดี 20 ม.ค. 2560 ซึ่งทำให้ทุกประเทศในแถบเอเซียที่เป็นคู่ค้าหลักของสหรัฐจะต้องปรับตัวในการปรับสินค้าส่งออกใหม่ เพื่อลดผลกระทบดังกล่าว
การที่เฟดส่งสัญญาณขึ้นต่อเนื่องในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า จะยิ่งหนุน Fund Flow ไหลออกจากตลาดหุ้นในภูมิภาคอีกครั้ง
ช่วงที่เหลือของปีนี้ เชื่อว่าแรงซื้อจากนักลงทุนสถาบันยังมีอยู่ แต่เป็นการประคองดัชนีเท่านั้น โดยคาดว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยจะยังแกว่งตัวในกรอบแคบๆ พร้อมมูลค่าการซื้อขายเบาบางลง และหากลองย้อนดูสถิติในอดีต พบว่าตลาดหุ้นไทยในช่วง 3 สัปดาห์สุดท้ายของเดือน ธ.ค. ให้ผลตอบแทนเป็นลบเล็กน้อย ลดลง 0.06% ตรงข้ามกับตลาดหุ้นประเทศเพื่อนบ้านในช่วงเวลาเดียวกัน กลับปรับตัวได้ดีกว่าตลาดหุ้นไทย แต่ปีนี้แรงขายต่างชาติมีน้ำหนักมากขึ้น เมื่อเฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า อาจจะทำให้ตลาดหุ้นเพื่อนบ้านมีสภาพในต่างกับประเทศไทย
แต่หากพิจารณาเป็นรายหุ้นพบว่าสามารถเอาชนะตลาด ด้วยความน่าจะเป็นที่ค่อนข้างสูง ส่วนหนึ่งเชื่อว่าเกิดจากแรงซื้อของนักลงทุนสถาบันในประเทศ และอีกส่วนหนึ่งมาจากเม็ดเงินผ่านการซื้อของนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในกองทุนประหยัดภาษี LTF/RMF ที่มักกระจุกตัวในช่วงปลายปี คิดเป็นกว่า 46% ของยอดซื้อทั้งปี รวมถึงปรากฏการณ์ Window Dressing สอดคล้องกับสถิติ 10 ปีย้อนหลัง พบว่า ในเดือน ธ.ค. นักลงทุนสถาบันในประเทศ ซื้อสุทธิ 9 ใน 10 ปี ด้วยมูลค่าเฉลี่ยกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท







