วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

น้ำมันนิ่ง 'ปตท.' เพิ่มงบลงทุน

"บอร์ดปตท." ไฟเขียวเพิ่มงบลงทุน 5 ปี แตะ 3.38 แสนลบ. มุ่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มโปรดักทิวิตี้ ตั้งเป้าอีบิทด้าแตะ 4.3 หมื่นลบ.ในปี 2561

บริษัทปตท. จำกัด(มหาชน) หรือ PTT เพิ่มงบลงทุน หลังประเมินสถานการณ์เปลี่ยนไป จากราคาน้ำมันเริ่มมีเสถียรภาพ เตรียมเสริมความแข็งแกร่งให้กับสถานีบริการน้ำมันด้วยการขยายสู่ประเทศเพื่อนบ้านและเริ่มแสวงหาธุรกิจใหม่มุ่งไปที่ธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องยานยนต์ไฟฟ้า

การประชุมคณะกรรมการปตท.วานนี้(16 ธ.ค.) อนุมัติแผนการลงทุน5ปี (ปี2560 -2564) วงเงินรวม 338,849 ล้านบาท ซึ่งปรับเพิ่มจาก 296,649 ล้านในปีก่อน หรือ 42,200 ล้านบาท ราว 14.2% โดยงบลงทุนปี 2560 เพิ่มเป็น 83,661 ล้านบาท จาก 67,514 ล้านบาทในแผนเดิม

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าบอร์ดมีมติเห็นชอบแผนการลงทุน5ปี (ปี2560-2564) วงเงินรวม 338,849 ล้านบาท แบ่งเป็น ปี 2560 จำนวน 83,661 ล้านบาท ปี 2561จำนวน 102,282 ล้านบาท ปี 2562 จำนวน 60,486 ล้านบาท ปี2563จำนวน34,327ล้านบาท และ ปี2564จำนวน 58,093 ล้านบาท

ปตท.แบ่งหมวดการใช้งบประมาณการลงทุนตลอด5ปี ตาม3ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ ยุทธศาสตร์การสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งจะใช้เงินลงทุนจำนวน 186,524ล้านบาท ยุทธศาสตร์การสร้างมูลค่าเพิ่ม จำนวน150,673ล้านบาท และ ยุทธศาสตร์ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จำนวน1,652ล้านบาท

“งบลงทุนตามแผนฯ5 ปี ที่ปรับเพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่คาดว่าจะใช้เงินลงทุนอยู่ที่ 327,000 ล้านบาท เป็นไปตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ทั้งสมมุติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบ ในปี 2560 ที่คาดว่า จะอยู่ที่ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากปัจจุบันอยู่ที่ 51-52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบอาจต่ำสุดที่ 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รวมทั้งการปรับตัวรับสถานการณ์ต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี การเปิดการค้าเสรีแอลพีจี การเมืองระหว่างประเทศทั่วโลก ความร่วมมือของกลุ่มโอเปกและกลุ่มนอกโอเปกลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบ เป็นต้น ซึ่งตอนนี้ราคาน้ำมันดิบที่ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มีเสถียรภาพ”

รับปรับโครงสร้างธุรกิจ-ลงทุนพื้นฐาน

นายเทวินทร์ กล่าวว่าตามแผนการลงทุน 5 ปี กลุ่ม ปตท.ให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานเป็นสำคัญ อาทิ การขยายความสามารถในการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (คลังแอลเอ็นจี เทอมินัล1และ2) เพื่อรองรับความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น การพัฒนาระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติและการพัฒนาสถานีบริการ รวมทั้งจะมีการปรับโครงสร้างทางธุรกิจ เพื่อให้เกิดความคล่องตัว และมีประสิทธิภาพในการรองรับการดำเนินงานในระยะยาว

นอกจากนี้ จะต้องนำไปสู่การสร้างองค์กรให้เป็นสมบัติของชาติที่ดี ผ่านการดำเนินงานใน 3 ด้านยุทธศาสตร์

ตั้งเป้าปีหน้ากำไรเพิ่มขึ้น10,000ล้าน

ยุทธศาสตร์แรก การดำเนินการที่ทำทันที (Do Now)ซึ่งเน้นการสร้างผลิตภาพการผลิต(โปรดักทิวิตี้) และเป็นทิศทางที่ภาคอุตสาหกรรมจะมุ่งไปในทิศทางนี้เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันขณะเดียวกันยังมุ่งเน้นการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

นายเทวินทร์ กล่าวว่าตั้งเป้าหมายให้กลุ่ม ปตท.มีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA)เพิ่มขึ้นจากปีนี้อยู่ที่ราว 10,000 ล้านบาท เป็น 28,000 ล้านบาทในปีหน้า และเพิ่มเป็น 43,000 ล้านบาทในปี 2561

ขยายสถานีบริการน้ำมันต่างประเทศ

ยุทธศาสตร์ที่สอง โอกาสการลงทุนต่อเนื่องในธุรกิจที่ดำเนินการอยู่ (Decide Now)โดยจะพัฒนาให้ธุรกิจมีการเติบโตต่อเนื่อง เช่น ธุรกิจน้ำมัน ที่จะไม่เน้นเรื่องการเติบโตของมาร์จิน แต่จะเห็นการลงทุนปรับปรุงสถานีบริการน้ำมันให้ดีขึ้น และขยายสถานีบริการออกสู่ต่างประเทศมากขึ้น รวมถึง ธุรกิจอื่นในสถานีบริการน้ำมันที่ไม่ใช่น้ำมัน(นอน-ออยล์) เช่น กาแฟอเมซอน และ น้ำมันหล่อลื่น ที่จะขยายออกสู่ตลาดในภูมิภาคมากขึ้น

นอกเหนือจาก ลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับเมียนมา เพื่อจัดตั้งสถานีบริการน้ำมัน

มุ่งลงทุนไฟฟ้า-ยานยนต์รับอนาคต

ยุทธศาสตร์ที่สาม การแสวงหาธุรกิจใหม่เพื่อความยั่งยืน (Shape Now)เพื่อตอบโจทย์เทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็วในอนาคต เช่น การเชื่อมโยงธุรกิจไฟฟ้า ที่ขณะนี้บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน)หรือ จีพีเอสซี ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ ปตท. ได้ลงทุนในธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ และอนาคตจะให้ความสำคัญกับการลงทุนพัฒนาแบตเตอรี่มากขึ้น

นายเทวินทร์ กล่าวว่ากลุ่ม ปตท. ยังให้ความสำคัญกับยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค เช่น การลงทุนสถานีชาร์จไฟฟ้า อุปกรณ์ประกอบรถยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงธุรกิจไบโออีโคโนมี ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ และยังคงให้ความสำคัญกับธุรกิจเพื่อสังคม(โซเชียล เอ็นเตอร์ไพรส์)

“ปตท.ผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้เกิดประโยชน์กับสังคม เช่น ธุรกิจน้ำมัน จะใช้ประโยชน์จากกาแฟ เชื่อมโยงกับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ สร้างประโยชน์ร่วมกัน”

ศึกษาลงทุนเพิ่ม 5 โครงการ

นายเทวินทร์ กล่าวว่า ปตท. ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาอีก 5 โครงการ ซึ่งยังไม่รวมอยู่ในการจัดทำงบประมาณตามแผนการลงทุน 5 ปี ซึ่งหากโครงการเหล่านี้ มีความชัดเจนและผ่านการอนุมัติจากบอร์ด ปตท.ในปีหน้า จะทำให้งบลงทุนปรับเพิ่มขึ้นจากแผน เช่น 1.การร่วมทุนธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี)ระหว่าง ปตท. และ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ (ปตท.สผ.) เพื่อขยายขีดความสามารถนำเข้าแอลเอ็นจี รองรับความต้องการใช้ในประเทศ ซึ่งรูปแบบการลงทุนอาจจำเป็นต้องตั้งบริษัทร่วมทุนขึ้นมาใหม่ คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปี 2560

2.โครงการร่วมลงทุนในกองทุนร่วมลงทุน(เวนเจอร์แคปปิตอลฟันด์)ตามนโยบาย ลงทุนใน10อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve)ที่สนับสนุนผู้ประกอบการใหม่ (สตาร์ทอัพ)ซึ่งการเข้าไปลงทุนจะมี 2 รูปแบบ คือ การร่วมลงทุนในกองทุนฯ และ ปตท.เข้าไปลงทุนเอง ในธุรกิจที่สามารถต่อยอดการลงทุนของ ปตท. ได้ เช่น ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจหุ่นยนต์ และธุรกิจไบโอเบส

3.โครงการวางท่อส่งก๊าซในนิคมอุตสาหกรรม4.โครงการรับซื้อก๊าซแอลเอ็นจี ที่เพิ่มมากขึ้นอาจทำให้ได้ก๊าซอีเทน(C 2)เพิ่มขึ้น อาจนำไปสู่การลงทุนโรงแยกก๊าซ เพื่อป้อนธุรกิจปิโตรเคมี และ5.โครงการคลังรับแอลเอ็นจีลอยน้ำ(FSRU) ในเมียนมาร์ ที่ภาครัฐมีนโยบายให้ ปตท.ศึกษาเพื่อวางแผนการลงทุน