"ฟ๊อกซ์" ฟ้องแบงก์กรุงเทพ ฉุดหุ้นร่วง "มาร์เก็ตแคป" หาย 7 พันล้านบาท
จากกรณีที่ ฟ็อกซ์ เน็ตเวิร์ค กรุ๊ป เอเซียฯ ได้ยื่นฟ้อง ซีทีเอช ต่อศาลชั้นต้นทั้งที่ฮ่องกงและไทย รวมถึงยื่นฟ้อง จีเอ็มเอ็ม ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าต่างประเทศกลาง ภายหลังจากที่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ปฏิเสธการจ่ายเงินตาม bank guarantee (BG) 2 ฉบับ สำหรับค่าลิขสิทธิ์การออกรายการของฟ็อกซ์ แทนจีเอ็มเอ็มและซีทีเอช มูลค่ารวมกัน 2.5 พันล้านบาท
ทั้งนี้ ธนาคารกรุงเทพระบุว่า ทั้งจีเอ็มเอ็ม และซีทีเอช ยืนยันว่าฟ็อกซ์เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่หากจีเอ็มเอ็ม และซีทีเอช เป็นฝ่ายผิดสัญญา ธนาคารจึงจะชดใช้เงินให้ตาม BG ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนของดูแลของฝ่ายกฎหมาย
ราคาหุ้นแบงก์กรุงเทพหลังมีข่าวออกมาปรากฏว่าราคาร่วงลงราว 2% ไปแตะ 155.5 บาท ฉุดมาร์เก็ตแคปลดลงประมาณ 7 พันล้านบาท
ขณะที่นักวิเคราะห์หลายรายเชื่อว่า ธนาคารจะต้องตั้งสำรองจากกรณีไว้ก่อน และในกรณีเลวร้ายสุดจะกระทบกำไร 2.5-7% ของประมาณการปี 2560
โดย บล.ทิสโก้ มองว่า กรณีนี้จะต้องใช้เวลาในกระบวนการศาลที่ฮ่องกงก่อนที่จะต้องตั้งสำรองฯ ตามมาตรฐานบัญชีไทย และธนาคารกรุงเทพจำเป็นที่จะต้องเปิดเผยเรื่องคดีความภายในหมายเหตุของงบการเงิน และหากศาลตัดสินให้ชดใช้เงิน 2.5 พันล้านบาท จะกระทบผลประกอบการปี 2560 ราว 6% หรือ 1.06 บาทต่อหุ้น
ด้าน บล.เอเซียพลัส รายงานว่า ผลกระทบต่อธนาคารกรุงเทพเชื่อว่ายังจำกัดมาก เนื่องจากการออก BG ส่วนใหญ่แล้วต้องมีหลักประกันที่ครอบคลุมเกือบทั้งจำนวน ซึ่งในกรณีเลวร้าย หากธนาคารกรุงเทพต้องจ่ายเงินตาม BG จริง จะดำเนินการเป็นลำดับดังนี้ เริ่มจากการเปลี่ยนสถานะจากการค้ำประกันที่บันทึกอยู่นอกงบแสดงฐานะการเงิน เข้ามาเป็นสินเชื่อในงบฯ ซึ่งจะแสดงเป็นยอดสุทธิจากหลักทรัพย์ค้ำประกัน เบื้องต้นหากกำหนดมูลค่าหลักประกันไว้ 50% (อิงกรณีของไทยทีวี) คือราว 1.25 พันล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่ำมากเพียง 0.07% ของสินเชื่อรวม ณ สิ้นงวด 9 เดือน ปี 2559
ถัดมาธนาคารกรุงเทพต้องเรียกหลักประกันเพิ่มเติมจากทั้งซีทีเอช และจีเอ็มเอ็ม ส่วนที่เกินกว่ามูลค่าหลักประกันถึงจะกันสำรองหนี้ฯ ซึ่งหากลูกหนี้ยังชำระหนี้ปกติตามระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ ก็ยังจัดชั้นเป็นลูกหนี้ปกติ
ท้ายสุดหากลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้และไม่มีหลักประกันเพิ่มเติม ทำให้ธนาคารต้องกันสำรองหนี้ฯ จำนวน 1.25 ล้านบาท คิดเป็นผลกระทบ (สุทธิจากภาษีฯ) ต่อคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2560 เพียง 2.5% เท่านั้น.
ส่วนแนวโน้มผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 4/2559 คาดว่ายังฟื้นตัวต่อเนื่องจากไตรมาส 3/2559 แม้มีปัจจัยกดดันจากค่าใช้จ่ายที่จะเร่งตัวขึ้นในช่วงฤดูกาล แต่คาดค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ฯ จะลดลงมากจากที่ขึ้นทำจุดสูงสุดในไตรมาสที่ผ่านมา รวมถึงส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ที่ยังเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยต่อเนื่องจะช่วยหักล้างปัจจัยกระทบไปได้ทั้งหมด
บล.ทรีนีตี้ มองว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นปัจจัยกดดันในเชิงจิตวิทยา ส่วนผลกระทบเชิงพื้นฐานนั้นยังไม่มีความแน่นอน ซึ่งต้องรอการพิจารณาของศาล เบื้องต้นมองว่ามีโอกาสสูงที่ธนาคารจะต้องบันทึกการตั้งสำรองค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นจากภาระผูกพันไปก่อนในปี 2560 ซึ่งจะกระทบต่อประมาณการกำไรสุทธิปี 2560 ที่เราทำไว้ราว 7.6% และหากต้องรับภาระการชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันจริง จะต้องเรียกชำระจากซีทีเอชและจีเอ็มเอ็ม ในกรณีที่เลวร้ายสุดหากทั้งสองเจ้าไม่สามารถชำระคืนหนี้ได้ก็อาจกลายเป็นเอ็นพีแอล






