วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘จิรเทพ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา’ ดันตลาดหุ้นไทยบุกเวทีโลก

จิรเทพ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา จากบทบาทของอำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารการสื่อสารองค์กร "ธปท." มาสู่ ผู้ช่วยผู้จัดการสายงานวางแผนกยุทธ์องค์กร "ตลท."

ถือเป็นครั้งแรกวงการเงินที่ผู้บริหารจากธนาคารแห่งประเทศไทย ข้ามมารับตำแหน่งในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยหันมาจับงานด้านกลยุทธ์ต่างประเทศ ต่างจากในอดีตที่มักจะมีการแลกเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ระหว่างธปท.กับตลาดหลักทรัพย์ในด้านงานวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่ง จิรเทพ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา จากบทบาทของอำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารการสื่อสารองค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาสู่ ผู้ช่วยผู้จัดการสายงานวางแผนกยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

เมื่อย้อนกลับไปดูผลงานที่ฝากไว้กับธปท.จะเห็นถึงความโดดเด่นไม่ใช่เพียงแค่รับหน้าที่เป็นผู้ตอบคำถามกับสื่อมวลชนเท่านั้น โดยเจ้าตัวได้ผ่านการพิสูจน์การทำงาน 25 ปีในรั้ววังบางขุนพรหม 1 ใน 3 ของชีวิตการทำงานอยู่ใน เรื่องนโยบายการเงินของธปท. อีก 8 ปี เรื่องการวางกลยุทธ์บทบาทธปท.ในเวทีความร่วมมือการเงินต่างประเทศ และ อีก 8 ปี การสื่อสารองค์กรของธปท.

โดยการเข้ามาร่วมงานกับตลท.ในครั้งนี้ เจ้าตัวเผยว่า เกิดจากการทำงานในธปท.ครบ 25 ปี อยากออกไปผจญภัยภายนอก ซึ่งเดิมไม่ได้มีความรู้ด้านตลาดทุนมากนัก แต่เคยร่วมอยู่ในคณะกรรมการพัฒนาตลาดเงินและตลาดทุน ทำให้มีโอกาสได้รู้จักกับบทบาทตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น จึงมองว่าตลาดทุนน่าสนใจเข้ามาร่วมงาน

รวมถึงผู้ใหญ่ที่เคารพอย่าง ชัยวัฒน์  วิบูลย์สวัสดิ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งในอดีตได้เคยช่วยงานในด้านการเขียนสุนทรพจน์มาก่อนในสมัยที่ท่านเป็นผู้ว่าการธปท. รวมถึงได้รับคำแนะนำจากอดีตผู้ว่าการธปท.หลายท่าน ให้ใช้ประสบการณ์การทำงานในด้านต่างประเทศที่เคยได้พิสูจน์ตัวเองมาแล้วในอดีต ให้เกิดประโยชน์กับตลาดหลักทรัพย์

ทั้งนี้ ยอมรับว่าไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านตลาดทุนมากนัก แต่เมื่อเข้ามาทำงานแล้ว 1 เดือน ในมุมของคนที่เคยอยู่ธปท.ทำให้ได้รู้บทบาทตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น สมัยก่อนอาจจะรู้สึกบทบาทตลาดหลักทรัพย์จะมีในเรื่องการระดมเงินทุนให้กับบริษัทจดทะเบียนเท่านั้น แต่แท้ที่จริงแล้วตลท.มีบทบาทในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อธุรกิจในตลาดทุน รวมถึงการสนับสนุนให้ทำธุรกิจที่มีธรรมาภิบาล แสดงให้เห็นว่าตลาดหลักทรัพย์เป็นผู้สนับสนุนให้เกิดระบบนิเวศจนครบวงจร

ในครั้งนี้บทบาทหน้าที่ในตลาดหลักทรัพย์นั้น จะเข้ามาดูภาพกลยุทธ์โดยรวมในด้านต่างประเทศ จะมาช่วยหยิบยกจุดแข็งตลาดหลักทรัพย์ไทยให้กับต่างชาติได้รับทราบ ตลาดหลักทรัพย์ไทยในช่วงที่ผ่านมามีการเติบโตอย่างมากมากและเข้มแข็งไม่ใช่แค่ในประเทศ แต่นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้ามามีบทบาทได้มากขึ้น ทั้งคนที่อยากเข้ามาระดมทุนในประเทศไทย ยังมีหลายมิติที่ต่างชาติควรรับรู้

“สิ่งที่ได้รับมอบหมายจากผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์คือ เราจะพูดในสิ่งที่เราทำและไม่ใช่การทำโฆษณาแต่เป็นการให้ข้อมูลข้อเท็จจริงเท่านั้น และจะต้องไม่ทำให้เกิดคำถามว่าจะทำได้จริงหรือไม่ เราจะไม่ทำกลยุทธ์ที่เปรียบเทียบว่าเราดีกว่าใคร แต่จะเน้นในเรื่องการดึงจุดเด่นของตลาดหุ้นไทยให้ชาวโลกได้เห็น”

ทั้งนี้ตลาดหลักทรัพย์ไทยมีความโดดเด่นในหลายด้าน เช่นมีสภาพคล่องมากที่สุด หรือมีไอพีโอมากที่สุดในอาเซียน รวมถึงการพัฒนากลไกการซื้อขาย นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังกระจายฐานนักลงทุนที่หลากหลายและมีเสถียรภาพ ซึ่งการวางกลยุทธ์ของตลาดหลักทรัพย์ในด้านต่างประเทศ ทุกอย่างจะต้องมีความสอดคล้องกับแผนงานของตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด

“จุดที่เราอยากจะเห็นในอนาคตคือ เวลาที่ตลาดหลักทรัพย์ไทยจะไปประชุมที่ไหน ต่างชาติต้องเห็นว่าไทยมีความแข็งแกร่งทางด้านไหน และมีความสนใจในเรื่องใดเป็นพิเศษ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องสร้าง ไม่ใช่อะไรที่จะเกิดขึ้นทันทีและต้องใช้เวลา”

ในด้านการปรับตัวในการทำงานนั้นถือว่าปรับตัวไม่มากนัก ตลาดหลักทรัพย์เป็นองค์กรที่คิดเร็วทำเร็ว แต่ในธปท.จะมีระเบียบแบบแผนและเป็นขั้นเป็นตอนที่มากกว่า ซึ่งเปรียบเทียบกันได้ยากเพราะแต่ละองค์กรจะมีบทบาทและหน้าที่ต่างกัน

อย่างไรก็ตาม การเข้ามานั่งฝ่ายบริหารของตลาดหลักทรัพย์ครั้งนี้ย่อมมีความคาดหวังว่าจะทำให้การเชื่อมต่อในหลายด้านระหว่างตลาดหลักทรัพย์กับธปท.มีความราบรื่นขึ้นนั้น ทางจิรเทพ มองว่า “ขณะนี้เรายังไม่กล้าที่จะอาสาไปทำหน้าที่นั้น แต่เริ่มเรียนรู้ว่า แต่ละองค์กร มีภาระกิจที่แตกต่างกัน ตลาดหลักทรัพย์จะโตได้ต้องมีสิ่งแวดล้อมทางด้านกฏและกติกาที่สะดวกและง่ายขึ้น ในขณะที่ธปท.ต้องมองทั้งตลาดเงินและตลาดทุน สถาบันเงิน มีความห่วงที่กว้างกว่า”

ดังนั้นเรื่องที่ตลาดหลักทรัพย์ขออาจจะทำให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง ซึ่งการที่เราเข้ามาในจุดนี้จะมีความเข้าใจทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งในตอนนี้ระหว่างที่เรียนรู้ความต้องการของตลาดหลักทรัพย์ และได้รับรู้ถึงธรรมชาติความคิดของผู้กำกับดูแล เราอาจไม่ใช่ตัวเชื่อมแต่อาจจะทำให้ประเด็นความต้องการของแต่ละฝ่ายชัดขึ้น ว่าเราห่วงอะไรกันอยู่ อาจจะนำไปสู่ความเข้าใจประเด็นซึ่งกันและกันมากขึ้น ซึ่งแต่ละองค์กรมีเป้าหมายที่ต่างกัน