วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'แอลทีเอฟ-อาร์เอ็มเอฟ' อุ้มหุ้นไทยโค้งสุดท้าย

"โบรกเกอร์" ระบุเม็ดเงินลงทุนในแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟ 'หนุนหุ้นไทย-ลดความเสี่ยงขาลง" เชื่อเป็นปัจจัยผลักดันดัชนีผ่านแนวต้าน 1,550 จุด

ดัชนีตลาดหุ้นไทยช่วงโค้งสุดท้ายของปี ตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค. จนถึงปัจจุบัน (8 ธ.ค.) ยังปรับตัวขึ้นได้ราว 3% แม้นักลงทุนต่างชาติจะเทขายออกมากว่า 5 หมื่นล้านบาท แต่สถาบันในประเทศยังเป็นฝ่ายเข้าซื้อสุทธิกว่า 3 หมื่นล้านบาท เช่นเดียวกับนักลงทุนในประเทศและพอร์ตลงทุนของโบรกเกอร์ ที่เป็นฝ่ายซื้อสุทธิเช่นกัน

มุมของสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ดัชนี SET50 ฟิวเจอร์ส ยังคงเห็นการสถานะซื้อสะสมเพิ่มขึ้นราว 2 หมื่นสัญญา ในช่วงไตรมาส 4/59 นี้ ทำให้สถานะซื้อสะสมของนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 2 แสนสัญญา

ทั้งนี้ หากมองภาพรวมตลอดทั้งปี พบว่า นักลงทุนต่างชาติยังเป็นฝ่ายซื้อสุทธิราว 8 หมื่นล้านบาท สวนทางกับนักลงทุนรายย่อยที่ขายออกมากว่า 8 หมื่นล้านบาท ขณะที่สถาบันในประเทศขายสุทธิ 1.7 หมื่นล้านบาท และพอร์ตโบรกเกอร์ซื้อสุทธิกว่า 2 หมื่นล้านบาท

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ประเมินว่า นักลงทุนสถาบันภายในประเทศ ช่วยประคองดัชนีหุ้นไทยไว้ได้ นอกจากจะเป็นการทำ Window Dressing แล้ว เม็ดเงินจาก LTF และ RMF ที่ทยอยเข้ามาในตลาดต่อเนื่อง ทำให้ความเสี่ยงขาลงค่อนข้างจำกัด และน่าจะเป็นตัวแปรเชิงบวกอีกปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยผลักดันให้ดัชนีขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 1,550 จุดภายในสิ้นปีนี้

ด้าน บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ระบุว่า แรงซื้อ LTF ช่วงโค้งสุดท้ายปลายเดือน ธ.ค. ช่วยพยุงตลาด ทำให้หุ้นกลุ่มหลักมีโอกาสจะปรับขึ้นได้ เช่น ธนาคารพาณิชย์ ขนาดใหญ่ที่ราคาพักฐานมาพอสมควรแล้ว เพราะความวิตกกังวลกับการด้อยค่าของสินทรัพย์ที่จะยังมีต่อไปในปี 2560 ทำให้ต้องตั้งสำรองค่าเผื่อฯ ในระดับสูง ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่าภาวะปกติต่อไปในปีหน้า รวมทั้งต้องมีการลงทุนเกี่ยวกับระบบออนไลน์แบงกิ้งด้วย ทำให้ผลประกอบการปี 2560 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะยังไม่สดใส

อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ภาครัฐ จะทำให้การเติบโตของสินเชื่อดีขึ้น และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยมีโอกาสขยายตัวมากกว่าปีนี้

นอกจากนั้นแรงซื้อ LTF โค้งสุดท้ายก็เป็นปัจจัยหนุนต่อราคาหุ้นในระยะสั้นด้วย โดยเชื่อว่าธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ก็เป็นเป้าหมายหนึ่งสำหรับการซื้อลงทุนของกองทุนประเภท LTF มองว่าหุ้นเด่นในช่วงสั้น คือ กสิกรไทย (KBANK) จากโครงสร้างรายได้และพอร์ตสินเชื่อที่สมดุล มีผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE)สูง และไทยพาณิชย์ (SCB) เนื่องจากหนี้ของ สหวิริยา (SSI) มีโอกาสสูงที่จะกลับมาเป็นหนี้ปกติ ซึ่งมูลหนี้อยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่ากลุ่มธนาคารพาณิชย์โดยภาพรวมยังปรับตัวต่ำกว่าดัชนี SET โดยให้ผลตอบแทนติดลบเล็กน้อย แต่เริ่มเห็นสัญญาณการปรับตัวขึ้นในช่วง 2 วันที่ผ่านมา โดยดัชนีกลุ่มวิ่งขึ้นมาราว 2%

ทั้งนี้ ตั้งแต่เข้าสู่ไตรมาส 4 ที่ผ่านมา กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ยังให้ผลตอบแทนเป็นลบ อาทิ กสิกรไทย (KBANK) ลดลง 8% กรุงเทพ (BBL) ลดลง 4% ขณะที่ ไทยพาณิชย์ (SCB) และกรุงไทย (KTB) ค่อนข้างทรงตัว ส่วนธนาคารขนาดกลางและเล็ก อย่าง กรุงศรีอยุธยา (BAY) เกียรตินาคิน (KKP) และ ธนชาต (TCAP) ให้ผลตอบแทนเป็นบวกราว 5-6%