วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

มูลค่าหุ้น ‘กลุ่มบีเอสอาร์’ พุ่ง

นักวิเคราะห์ประสานเสียงเพิ่ม "มูลค่าหุ้น" กลุ่มบีเอสอาร์ หลัง "ชนะประมูล" รถไฟฟ้าสายสีชมพูและเหลือง มูลค่ารวม 1.05 แสนล้านบาท

กรณีการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ประกาศผู้ชนะการประมูลรถไฟฟ้าสายสีชมพูและเหลือง มูลค่ารวม 1.05 แสนล้านบาท คือ กลุ่มบริษัทร่วมทุนการค้า บีเอสอาร์ ประกอบด้วย บริษัทบีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) บริษัทซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) และบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง (RATCH) โดยต่อจากนี้คณะกรรมการจะพิจารณาเจรจาและอนุมัติส่งต่อให้ทางคณะรัฐมนตรีพิจารณาลงนามต่อไป ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในเดือน มี.ค.-เม.ย. 2560

บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) มองว่า บีทีเอส ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมประมูลของกลุ่ม BSR ซึ่งโครงการทั้งสองจะมีอายุการดำเนินงาน 33 ปี 3 เดือน โดยเป็นงานเดินรถไฟฟ้า 30 ปี ซึ่งมีบีทีเอสเป็นผู้ดำเนินการหลักเบื้องต้นประเมินมูลค่าเพิ่มของโครงการทั้งสองที่มีต่อบีทีเอส ประมาณ 0.9 บาทต่อหุ้น ภายใต้สมมติฐานการถือหุ้นของบีทีเอสในบีเอสอาร์ 50%

ด้าน บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ระบุว่าเบื้องต้นข้อดีคือ บีทีเอสมีโอกาสที่จะแสวงหาผลประโยชน์ระยะยาวจากการบริหารการเดินรถ 30 ปี อีกทั้งยังเป็นการเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายปัจจุบัน ทำให้มีผู้โดยสารสามารถเพิ่มในระบบ

นอกจากนี้ บริษัทวี จี ไอ โกลบอล มีเดีย (VGI) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มก็มีโอกาสจะโฆษณาบนรถไฟฟ้าได้ด้วย เช่นเดียวกับโอกาสต่อธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ร่วมกับ บริษัทแสนสิริ (SIRI) ในนามบริษัทร่วมทุน

อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามหลายประเด็น ได้แก่ ส่วนแบ่งรายได้ที่ให้กับทางการ ซึ่งในเรื่องนี้ตัวอย่างเช่น รถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL) เดิม ต้องขาดทุนเป็น 10 ปีกว่าจะกลับมากำไร แม้เส้นทางอยู่ในเมือง รวมถึงเรื่องจำนวนผู้โดยสารที่จะเพิ่มขึ้นอนาคตจะทันกับส่วนแบ่งรายได้ที่ต้องจ่ายให้รัฐหรือไม่ อีกทั้งการเป็นรถไฟฟ้าชานเมือง กรณีรถไฟฟ้าสายสีม่วงก็ประสบปัญหามีผู้ใช้น้อยกว่าเป้า และสุดท้ายคือฐานะการเงินจะต้องใช้เงินกู้อีกจำนวนมาก เพราะต้องลงทุนก่อน ซึ่งมูลค่าทั้งสองโครงการ1แสนล้านบาท

ขณะที่ บล.เอเซียพลัส ได้ปรับเพิ่มประมาณการ ซิโน-ไทย และ บีทีเอส หลังชนะประมูลครั้งนี้ สำหรับ บีทีเอส ประมาณการเดิมรวมการชนะประมูลไว้เพียง 1 สาย คือ สีชมพู ตามหลักอนุรักษนิยม โดยหลังจากนี้ยังมีประเด็นที่ต้องติดตามคือ เรื่องผลตอบแทนจากการลงทุนของโครงการ เนื่องจากรูปแบบการลงทุนที่เป็น PPP Net Cost ซึ่งเอกชนต้องลงทุนเองทั้งงานโยธา วางระบบ และเดินรถไฟฟ้าเอง รวมถึงต้องแบกรับความเสี่ยงจากรายได้ค่าโดยสารอาจทำให้ผลตอบแทนของโครงการในช่วงเริ่มต้นขาดทุนได้ ส่วนกำไรระยะ 1-2 ปี ของบีทีเอสจะยังไม่เด่นเนื่องจากธุรกิจอยู่ช่วงลงทุน แต่ระยะยาวกำไรจะเติบโตสูงตั้งแต่ปี 2561/62 เป็นต้นไปจากการเข้าสู่ช่วงพีคของการโอนอสังหาฯ ของบริษัทร่วมทุนบีทีเอสและแสนสิริ ตามด้วยการทยอยเปิดรถไฟฟ้าหลายเส้นทาง เริ่มจากเขียวใต้ในปี 2561 และเขียวเหนือในปี 2563

ส่วน ซิโน-ไทย ซึ่งจะได้เป็นผู้รับเหมาหลักในงานก่อสร้าง มูลค่ารวมกว่า 4 หมื่นล้านบาท รวมกับโอกาสได้งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มที่ร่วมประมูลกับ ช.การช่าง (CK) และรถไฟทางคู่ หากประเมินให้ซิโน-ไทย ชนะงานประมูลในสัดส่วน 20% คาดว่าปี 2560 บริษัทจะได้งานรวมกันไม่ต่ำกว่า 8 หมื่นล้านบาท มากกว่าสมมุติฐานเดิมถึง 2 เท่า ฝ่ายวิจัยจึงปรับประมาณการกำไร ปี 2560-2561 ขึ้น 8% และ 14% ตามลำดับ