วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'กกร.'ห่วงส่งออกฉุดจีดีพีปีนี้พลาดเป้า

"กกร." จับตาส่งออกหวั่นฉุดจีดีพีหลุดกรอบ 3.3-3.5% จับตาปีหน้าเศรษฐกิจโลกอาจฟื้นตัวจากราคาน้ำมัน หวังการลงทุนภาครัฐดันจีดีพีปีหน้าโต 3.5-4%

ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวเนื่องแม้ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี ซึ่งเป็นไฮซีซันของหลายธุรกิจ แต่ยังพบว่า ธุรกิจยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร โดยเฉพาะภาคส่งออก ที่ยังคงติดลบต่อเนื่อง ทำให้ภาคเอกชนคาดว่า ปัจจัยเหล่านี้อาจจะกระทบต่อเป้าหมายการเติบโตเศรษฐกิจไทยปีนี้

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่า เศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการส่งออกเดือนต.ค.ที่ลดลง 4.4% อาจทำให้การส่งออกทั้งปี อยู่ในกรอบ 0% ถึงติดลบ 1% ได้ ประกอบกับบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนซบเซาอาจทำให้เศรษฐกิจในช่วง 2 เดือนของปีมีแนวโน้มติดลบ

ส่วนปัจจัยต่างประเทศยังต้องจับตาคือ ค่าเงินริงกิตของมาเลเซียที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลง จึงคาดว่าเศรษฐกิจปี 2559 อาจไม่ได้ตามเป้าหมาย จากที่คาดการณ์ไว้จะขยายตัวในกรอบ 3.3-3.5 % หรืออาจจะต่ำกว่าเป้าที่คาดการณ์ไว้ โดยยังมีปัจจัยที่ต้องติดตาม

“เศรษฐกิจไทยปีนี้ คงขยายตัวไม่ถึงเป้าหมายที่ 3.5% แต่คงไม่ต่ำกว่า 3.3% เพราะการส่งออกเดือนต.ค.ติดลบกว่า4% ต้องติดตามดูในช่วง 2 เดือนสุดท้ายปีนี้ ว่าทิศทางการค้าโลกจะเป็นอย่างไร หลังสัญญาณคำสั่งซื้อยังชะลอตัว แต่ทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์ น้ำมันดิบ และยางพารา เริ่มปรับเพิ่มขึ้น รวมถึงการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐอาจเป็นปัจจัยที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ได้”

หวังลงทุนรัฐเคลื่อนจีดีพีปีหน้า

นายอิสระ กล่าวถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2560 ประเมินว่า จะขยายตัวได้ในกรอบเดิมที่ 3.5-4% จากแรงขับเคลื่อนการใช้จ่ายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายโครงการของภาครัฐ และแรงกระตุ้นจากการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงปลายปี 2559 อาทิ การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณรวม 4.22 แสนล้านบาท มาตรการสวัสดิการรัฐในการจ่ายเงินให้กลุ่มคนจนที่ไม่ใช่เกษตร มาตรการลดหย่อนภาษีกระตุ้นการท่องเที่ยว 3 หมื่นบาท และมาตรการช้อปช่วยชาติ ซึ่งมาตรการต่างๆ ที่ออกมาจะช่วยทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท

รวมถึง การออกพันธบัตรวงเงิน 1 แสนล้านบาท เพื่อจัดสรรเพิ่มให้กับ 18 กลุ่มจังหวัด กลุ่มละ 5,000-6,000 ล้านบาท ในช่วงก.พ-ก.ย.2560 จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.4- 0.5%

ทั้งนี้กกร.ได้จัดทำ Workshop ในส่วนกลาง ระหว่างวันที่ 14-16 ธ.ค.นี้ โดยให้แต่ละกลุ่มจังหวัดจัดทำรายละเอียดโครงการ เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)ให้ความเห็นชอบ ก่อนนำเสนอเป็นร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และมีผลบังคับใช้ต่อไป โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในก.พ. 2560

ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวยังเติบโต แม้ว่ามาตรการปราบปรามทัวร์ผิดกฎหมายของภาครัฐจะส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนลดลง แต่ยังมีนักท่องเที่ยวจากยุโรป และรัสเซีย เข้ามาทดแทนซึ่งคาดว่า เศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวอย่างชัดเจนช่วงไตรมาส 2-3 ของปี 2560

นอกจากนี้ การทยอยปรับขึ้นราคาน้ำมันในตลาดโลก น่าจะช่วยหนุนมูลค่าการส่งออกในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน และผลักดันการส่งออกในภาพรวมให้สามารถพลิกกลับมาเป็นบวกได้ในปี 2560 โดยมองว่าการส่งออกอาจจะขยายตัว 0-2 %

ห่วงปัจจัยภายนอกฉุดศก.ไทย

อย่างไรก็ตาม ในปี 2560 ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกประเทศที่ยังต้องติดตามใกล้ชิด คือ แนวนโยบายด้านการค้า การลงทุนของรัฐบาลทรัมป์ โดยเฉพาะการทบทวนกรอบการค้า การลงทุนกับประเทศต่างๆ จะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการค้าการลงทุนของโลก แนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ความเสี่ยงจากการเลือกตั้งของหลายประเทศในยุโรป อาทิ เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี ต้องติดตามโฉมหน้าของรัฐบาลชุดใหม่ว่า จะสร้างความอ่อนไหวต่อเศรษฐกิจยุโรป ปัญหาภาคธนาคาร และค่าเงินยูโร ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในระดับใด

เร่งหารือธปท.ทำธุรกรรมอิหร่าน

นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสภาคมธนาคารไทย กล่าวว่า กกร. ได้ให้สมาคมฯ เร่งหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เพื่อปรับปรุงการทำธุรกรรมกับอิหร่าน ให้สะดวกรวดเร็ว หลังสหรัฐยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน แต่ธนาคารพาณิชย์ของไทยที่เชื่อมโยงธุรกรรมระหว่างทั้ง 2 ประเทศ ยังไม่สามารถให้บริการด้านการชำระเงินในสกุลเงินอื่นได้ นอกจากสกุลเงินดอลลาร์ ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียโอกาสในการทำธุรกิจ และเป็นอุปสรรคต่อการค้าขายระหว่างกัน

“สมคิด”ดึงยักษ์จีนลงทุนไทย

ด้านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังหารือกับนาย นาย Liu Fuming ประธานบริษัท MCC Group จากประเทศจีน วานนี้(6ธ.ค.)ว่า บริษัท MCC Group เป็นหนึ่งในผู้ผลิตและจัดจำหน่ายโลหะที่ใหญ่ที่สุดของจีน ว่าสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในไทย โดยเฉพาะโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ เช่น การก่อสร้างถนน รถไฟ รถไฟฟ้าความเร็วสูง รวมถึงการร่วมลงทุนบริเวณพื้นที่มักกะสัน

ประธานบริษัท MCC Group กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้มีโอกาสหารือกับผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) และได้ลงพื้นที่ที่มักกะสัน รวมทั้งโครงการลงทุนเกี่ยวกับการผลิตที่บริษัทสนใจจะลงทุนเกี่ยวกับการผลิตด้วย

ทั้งนี้เขาได้เชิญชวนให้บริษัทมาจัดตั้งสำนักงานใหญ่ข้ามชาติ (IHQ) ที่ไทย เพราะปัจจุบันไทยมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่หลายโครงการ นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถใช้ไทยเป็นศูนย์กลางในการขยายการลงทุนในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพและมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงมาก

“บริษัทแห่งนี้ทำอุตสาหกรรมเหล็ก เป็นยักษ์ใหญ่ของจีน สนใจมาลงทุนในไทย จากปัจจุบันที่ลงทุนในแถบประเพื่อนบ้านไทยอยู่แล้ว เมื่อมาลงลงทุนในไทยคงจะมีอุตสาหกรรมก่อสร้างซึ่งเป็นอีกหนึ่งในธุรกิจของบริษัทนี้ตามมาด้วย ผมได้แต่บอกไปว่าทำไมถึงมาช้า น่าจะมาเร็วกว่านี้ ไทยมีนโยบายส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี)อยู่ ซึ่งเขาน่าจะสนใจเข้ามาลงทุน” นายสมคิด กล่าว