การใช้ Big Data ในการดำเนินธุรกิจ เป็นกระแสที่กำลังถูกพูดถึงอย่างมาก ทั้งในต่างประเทศและประเทศไทย กระแสดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเทคโนโลยีการสื่อ
สารโดยเฉพาะสมาร์ทโฟนเอื้อให้มีการผลิต จัดเก็บ และประมวลผลข้อมูลปริมาณมหาศาลได้อย่างรวดเร็วและด้วยต้นทุนที่ถูกลง
บริษัทเอกชนขนาดใหญ่หรือบริษัทสื่อใช้ Big Data เพื่อสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ เช่น การใช้ Big Data วิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าเพื่อวางแผนการตลาดให้แม่นยำมากขึ้น ..การใช้ Big Data ไม่ได้จำกัดเฉพาะในวงการธุรกิจเท่านั้น รัฐบาลในต่างประเทศพยายามนำ Big Data มาใช้กำหนดแนวทางแก้ปัญหาสังคมให้ตรงประเด็นและเห็นผลรวดเร็วมากขึ้นเช่นกัน
การใช้ Big Data เพื่อวางแผนต่อต้านคอร์รัปชันให้ตรงจุดของหน่วยงานปรามปรามทุจริตจาก 2 ประเทศ ได้แก่ ประเทศเกาหลีใต้ และ ประเทศสหรัฐ
ตัวอย่างแรกเป็นกรณีของ Anti-Corruption & Civil Rights Commission (ACRC) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐของเกาหลีใต้ทำหน้าที่เป็นทั้ง ป.ป.ช. และ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ACRC ได้รับเรื่องร้องเรียนและข้อเสนอแนะกว่า 1 หมื่นครั้งต่อวัน หรือเกือบ 4 ล้านครั้งต่อปี ผ่านสายด่วน 110 และเว็บไซต์ e-people ซึ่งเป็นช่องทางรับข้อร้องเรียนหลักสำหรับหน่วยงานรัฐบาลส่วนกลางและท้องถิ่นของเกาหลีใต้
ในปี 2553 ACRC เริ่มนำข้อมูลเหล่านี้ทั้งหมดมาวิเคราะห์และจัดหมวดปัญหาตามลักษณะต่าง ๆและนำข้อมูลเหล่านี้มาจัดทำเป็นบทสังเคราะห์ เพื่อเสนอแนะต่อหน่วยงานรัฐให้นำไปเป็นแนวทางแก้ไขข้อบกพร่อง
เช่น ในปี 2557 ACRC พบว่า การรถไฟเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ถูกร้องเรียนว่าทุจริตอย่างต่อเนื่องมีทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างบ่อยครั้งจากการที่มีพนักงานของการรถไฟฯ หลายคนมีผลประโยชน์ร่วมทางธุรกิจกับบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างรางรถไฟ ACRC จึงเสนอให้ออกระเบียบกำหนดให้บริษัทที่จะร่วมประมูลโครงการของการรถไฟฯ ต้องไม่จ้างพนักงานเก่าของการรถไฟฯ ตั้งแต่ระดับผู้บริหารขึ้นไปเพื่อป้องกันการมีผลประโยชน์ทับซ้อน
ตัวอย่างที่สองคือ กรณีของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ (DoJ) ซึ่งใช้ Big Data ตรวจสอบกรณีทุจริตในระบบประกันสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ (Medicare) ซึ่งเกิดจากการที่สถานพยาบาลและแพทย์เบิกค่ายาและค่ารักษาพยาบาลจากรัฐเกินจริงหรือขอเบิกทั้งที่ไม่มีการรักษาพยาบาลจริง มีประเมินว่าในปี 2557 ปีเดียว รัฐเสียหายจากการทุจริตในโครงการ Medicare กว่า 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (2.1 ล้านล้านบาท)
ในปี 2550 กระทรวงสาธารณสุขสหรัฐฯ และ DoJ ได้ร่วมกันจัดตั้งหน่วยงานขึ้นชื่อว่า Medicare Fraud Strike Force เพื่อปราบปรามการทุจริตในโครงการ Medicare หน่วยงานนี้ปราบปรามการทุจริตโดยการวิเคราะห์ฐานข้อมูลกลางของการเบิกจ่ายค่ายาและค่ารักษาในโครงการ Medicare จากทั่วประเทศที่มีการอัพเดทแบบเรียลไทม์ของกระทรวงสาธารณสุข
หน่วยงานนี้ได้ติดตาม และวิเคราะห์ข้อมูลการขอเบิกค่าใช้จ่ายของแพทย์ ร้านขายยา และสถานพยาบาลทั่วประเทศ ซึ่งมีอยู่กว่า 4.5 ล้านครั้งต่อวันอย่างต่อเนื่อง หากพบว่าพื้นที่ใดมีการเบิกค่ารักษาพยาบาลมากเป็นพิเศษ เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลและสืบสวน
ตามการประเมินของรัฐบาลสหรัฐ การใช้ Big Data เข้ามาช่วยในการตรวจสอบดังกล่าวช่วยลดการทุจริตได้ประมาณ 4.3 พันล้านเหรียญ (1.5 แสนล้านบาท) ในปี 2556นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐ ยังได้คำนวณว่าทุก 1 เหรียญที่เป็นต้นทุนของระบบตรวจสอบนี้ ช่วยลดทุจริตได้ถึง 8 เหรียญ
สำหรับประเทศไทยการดำเนินการดังกล่าวเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ด้วยเทคโนโลยีจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลที่ก้าวหน้าและถูกลง อีกทั้งหน่วยงานของรัฐก็มีความพร้อมในแง่ของปริมาณข้อมูลให้เรียกได้ว่า Big Data ซึ่งมาจาก 3 ช่องการรับร้องเรียนหลักได้แก่ ศูนย์รับร้องทุกข์ 1111 ของสำนักนายกฯ ซึ่งมีเรื่องร้องเรียนกว่า 1 แสนเรื่องต่อปี ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนของหน่วยงานต่อต้านทุจริตโดยเฉพาะ สตง. ป.ป.ช. ป.ป.ท. ผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งพบว่ารับเรื่องร้องเรียนรวมกันกว่า 1 หมื่นเรื่องต่อปี และ ข้อมูลคดีจากศาลปกครองซึ่งมีประมาณ 5-7 พันคดีต่อปี
อย่างไรก็ดี เพื่อให้เกิดการใช้ข้อมูลที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ภาครัฐควรปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่างน้อย 2 เรื่อง 1.ควรมีการนำข้อมูลการร้องเรียน (ยกเว้นข้อมูลส่วนตัวของผู้ร้องเรียน) มาจัดอยู่ในฐานข้อมูลกลางเดียวกัน เพื่อหน่วยงานรับตรวจทุจริตได้ให้เห็นลักษณะปัญหาชัดเจนมากขึ้น นอกจากนี้ ฐานข้อมูลดังกล่าวควรมีการอัพเดทอย่างต่อเนื่อง
2.ควรมีการประเมินติดตามการปฏิบัติตามข้อเสนอแก้ไขปัญหาอย่างสม่ำเสมอ และควรรายงานผลความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนทราบบ่อยครั้งมากกว่าที่เป็นอยู่ เนื่องจากปัจจุบันหน่วยงานรัฐไม่รายงานความคืบหน้าในการแก้ปัญหาต่อสาธารณะอย่างจริงจังสม่ำเสมอ ยกเว้นในเรื่องที่สังคมตั้งคำถามในวงกว้าง แม้ว่าหน่วยงานบางแห่งมีการดำเนินการในเรื่องนี้อยู่บ้าง แต่ก็จะแจ้งให้ผู้ที่ร้องเรียนทราบเท่านั้น
หากภาครัฐไทยเห็นความสำคัญของการใช้ Big Data เพื่อแก้ปัญหาคอร์รัปชัน สิ่งที่ต้องเริ่มทำเป็นเรื่องแรก ๆ อาจไม่ใช่เพียงการจัดหาเทคโนโลยีและบุคลากรที่มีความสามารถเท่านั้น แต่จำเป็นต้องปรับปรุงกระบวนประสานข้อมูลภายในและข้ามหน่วยงาน และการติดตามประเมินผลการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ละเลยการรายงานผลการทำงานให้ประชาชนทราบอย่างสม่ำเสมอ







