"หมอบุญ" ดัน "ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป" เข้าตลาด ทุ่มงบ1.6หมื่นล้านผุด "ศูนย์แพทย์ครบวงจร"
โรงพยาบาลธนบุรีถือเป็นหนึ่งในศูนย์การแพทย์ที่เปิดให้บริการมาอย่างยาวนาน ซึ่งปีหน้าจะก้าวเข้าสู่ปีที่ 40 ของการให้บริการ ปัจจุบันธุรกิจได้เติบโตขึ้นเป็นเครือโรงพยาบาลขนาดใหญ่ และมีธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้น
ล่าสุด กลุ่มบริษัทได้จัดโครงสร้างธุรกิจครั้งใหม่อีกครั้ง และดึงธุรกิจที่มีความแข็งแรงและมีศักยภาพพร้อมที่จะเติบโตเข้ามารวมกลุ่มกันเป็น บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) THG
ปัจจุบันธุรกิจหลักของธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป คือ ธุรกิจให้บริการทางการแพทย์ ปัจจุบันมีโรงพยาบาลหลักในประเทศ 5 แห่ง รวม 916 เตียง และสามารถรองรับผู้ป่วยนอกได้กว่า 5,430 คนต่อวัน และมีโรงพยาบาลในจีน 1 แห่ง ขนาด 200 เตียง นอกจากนี้ยังรับบริหารโรงพยาบาล และให้บริการศูนย์แพทย์เฉพาะทาง
ส่วนอีกธุรกิจที่น่าสนใจ คือ เฮลท์แคร์ โซลูชั่น โพรไวเดอร์ ให้บริการรักษาผู้ป่วยนอกพื้นที่โรงพยาบาล และมีแผนที่จะดำเนินธุรกิจศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วย
บุญ วนาสิน หรือ ‘หมอบุญ’ ประธานกรรมการของบริษัท เปิดเผยว่า การตัดสินใจเข้าระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในครั้งนี้ เพราะบริษัทมีแผนที่จะลงทุนพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ขึ้นมาในชื่อ เมดิคอลซิตี้ รังสิต และโรงพยาบาลธนบุรี รังสิต ซึ่งจะใช้งบลงทุนรวมทั้งหมด 1.6 หมื่นล้านบาท
“อย่างน้อยในอีก 5 ปีต่อจากนี้ เชื่อว่าธุรกิจการแพทย์จะยังคงเติบโตได้ในระดับกว่า 10% ต่อปี เนื่องจากความต้องการด้านการแพทย์และการดูแลสุขภาพในด้านต่างๆ ยังคงเพิ่มสูงขึ้นในแต่ละปี และที่สำคัญคือการพัฒนาของเทคโนโลยีทำให้เกิดเป็นสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งจะช่วยหนุนให้ความต้องการใช้บริการทางการแพทย์เพิ่มขึ้น”
สำหรับทั้ง 2 โครงการนี้จะพัฒนาเพื่อสร้างเป็นชุมชนขนาดใหญ่บนพื้นที่กว่า 142 ไร่ ตั้งอยู่บริเวณถนนวิภาวดีรังสิต ใกล้กับมหาวิทยาลัยกรุงเทพ โดยจะให้บริการครอบคลุมการให้บริการทางการแพทย์ ที่พักอาศัย และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพครบครันเพื่อการดูแลผู้สูงวัย โดยกลุ่มเป้าหมายหลักของโครงการ คือ ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีฐานรายได้มากกว่า 8 หมื่นบาทต่อเดือน ซึ่งมีจำนวนกว่า 1.5 แสนคน
ทั้งนี้ โครงการทั้งหมดจะแบ่งออกเป็น 3 เฟส โดยเฟสแรกจะเริ่มก่อสร้างปี 2560-2562 ใช้งบลงทุน 4.1 พันล้านบาท แบ่งเป็นคอมมูนิตี้ มอลล์ อาคารศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ อาคารที่พักอาศัยประมาณ 800 ยูนิต และสวนสาธารณะขนาดใหญ่ พร้อมคลับเฮ้าส์ส่วนแรก
เฟส 2 เริ่มก่อสร้างปี 2562-2565 ใช้งบลงทุน 6.2 พันล้านบาท แบ่งเป็นอาคารที่พักอาศัยประมาณ 1,900 ยูนิต และสวนสาธารณะขนาดใหญ่ พร้อมคลับเฮ้าส์ส่วนที่สอง
เฟส 3 เริ่มก่อสร้างปี 2565-2567 ใช้งบลงทุน 5.7 พันล้านบาท แบ่งเป็น อาคารที่พักอาศัยประมาณ 500 ยูนิต และโรงพยาบาลประมาณ 350 เตียง
“โครงการที่รังสิตนี้จะเป็นโครงการเพื่อสุขภาพผู้สูงอายุแบบครบวงจร โดยบริษัทจะบริหารงานร่วมกับต่างชาติที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ แต่ส่วนของเงินทุนนั้นจะเป็นของบริษัททั้งหมด”
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะพัฒนาโรงพยาบาลธนบุรี 1 และ 2 เพิ่มเติม สำหรับโรงพยาบาลธนบุรี 1 จะใช้เงินลงทุนประมาณ 2,000 ล้านบาท สร้างอาคารจอดรถ 400 คัน ขยายห้องพักผู้ป่วยนอกอีก 60 ห้อง และในเฟสสุดท้ายจะสร้างห้องผู้ป่วยวีไอพี 80 ห้อง และเพิ่มห้องพักผู้ป่วยนอกอีก 50 ห้อง โดยหวังจะยกระดับให้โรงพยาบาลธนบุรี 1 เป็นศูนย์โรคเฉพาะทาง
ส่วนโรงพยาบาลธนบุรี 2 จะพัฒนาเป็นศูนย์โรคทั่วไป โดยจะเพิ่มจำนวนเตียงจาก 150 เตียง เป็น 400 เตียง ภายใน 3 ปีต่อจากนี้ คาดว่าจะใช้งบลงทุน 700 ล้านบาท
หมอบุญ กล่าวว่า นอกจากการลงทุนเพิ่มเติมในไทยแล้ว บริษัทได้ขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศ โดยจะเปิดให้บริการโรงพยาบาลเอกชนในประเทศจีน ที่เมืองเวยไห่ ให้บริการรักษาโรคทั่วไป และมีการจัดตั้งศูนย์รักษาโรคเฉพาะทางและคลินิก 27 แห่ง ซึ่งจะเริ่มเปิดให้บริการเดือน ก.พ. 2560 ใช้งบลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท บริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 60%
ขณะเดียวกันบริษัทได้เข้าไปลงทุนสร้างโรงพยาบาลที่ทันสมัยที่สุดในพม่า เบื้องต้นถือหุ้น 10% และมีสิทธิที่จะซื้อหุ้นเพิ่มได้จนถึง 60% โดยจะเริ่มเปิดให้บริการช่วงปลายปี 2560
“ที่ผ่านมาจะเห็นโรงพยาบาลหลายแห่งสนใจเข้าระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้นทุนที่ลดลงในการขยายโรงพยาบาลเพื่อรองรับการเติบโต และจะเห็นว่าที่ผ่านมาธุรกิจนี้ค่อนข้างจะนิ่งต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวม แม้จะถูกกระทบแต่ผลกระทบก็น้อยกว่าธุรกิจอื่นๆ อย่างบริษัทในปีนี้ 9 เดือนที่ผ่านมาก็ยังเติบโตได้ถึง 16% มากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เพียง 8% ขณะเดียวกันผู้ลงทุนก็ให้การตอบรับในหุ้นโรงพยาบาลค่อนข้างดี หากลองสังเกตจากค่าพีอีที่ค่อนข้างสูง”
ก่อนจาก หมอบุญ ทิ้งท้ายไว้ว่า ด้วยศักยภาพของไทยแล้วสามารถที่จะยกระดับไปเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของภูมิภาคได้ เพียงแต่ต้องหันมาสนใจที่จะพัฒนาบุคลากรยิ่งขึ้นไปอีก เพราะที่ผ่านมาการให้บริการทางการแพทย์หันไปเน้นเรื่องของเครื่องมือและอาคารสถานที่มากขึ้น และอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือการควบคุมค่าใช้จ่ายให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้
ในส่วนของ ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป มีโรงพยาบาลในประเทศที่อยู่ภายใต้บริษัทนี้เพียง 5 แห่ง ซึ่งบริษัทคัดมาแล้วว่าแข็งแรงและพร้อมจะเติบโตต่อไป แต่ในเครือของโรงพยาบาลธนบุรีเองก็ยังมีโรงพยาบาลอื่นๆ อีกกว่า 10 แห่ง ที่พร้อมจะก้าวขึ้นมาเช่นกัน
สำหรับผลประกอบการของบริษัท ระหว่างปี 2556 – 2558 มีรายได้รวม 5,120 ล้านบาท 5,514 ล้านบาท และ 5,786 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วน 9 เดือนของปี 2559 มีรายได้รวม 3,014 ล้านบาท โดยสัดส่วน 83% มาจากกิจการโรงพยาบาล 11.3% ส่วนที่เหลือมาจากการให้บริการอื่นๆ
ขณะที่กำไรสุทธิ ระหว่างปี 2556-2558 ทำได้ 331 ล้านบาท 559 ล้านบาท และ 582 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วน 9 เดือน ของปี 2559 ทำได้ 262 ล้านบาท







