วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คลังถก'กลุ่มค้าน'สัปดาห์หน้าให้ประกันดูแลค่ารักษาข้าราชการ

"ปลัดคลัง" นัดถกสัปดาห์หน้า กลุ่มค้านโอนค่ารักษาพยาบาลข้าราชการเข้าสู่ระบบประกัน ระบุ งบใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะงบ 59 พุ่ง

แตะ 7.1 หมื่นล้าน เกินงบ 1 หมื่นล้าน

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภายในสัปดาห์หน้า จะเชิญกลุ่มที่ยังไม่เห็นด้วย กับการโอนค่ารักษาพยายาลข้าราชการเข้าสู่ระบบประกัน โดยกลุ่มไม่เห็นด้วย อาทิ กลุ่มแพทย์ กลุ่มบริษัทขายยา และกลุ่มข้าราชการ หากกลุ่มนี้เห็นด้วยจะเดินหน้าแผนอื่นๆ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ในปีงบ 2560

โดยก่อนหน้านี้ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้เห็นชอบในหลักการที่จะให้บริษัทประกัน เข้ามาบริหารจัดการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ เนื่องจากในระยะที่ผ่านมา ค่ารักษาพยาบาลทยอยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

สำหรับ ในปีงบประมาณ 2559 ยอดเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลข้าราชการสูงถึง 7.1 หมื่นล้านบาท สูงกว่าปีที่ผ่านๆ ที่เคยอยู่ในระดับ 6.8 หมื่นล้านบาท ขณะที่สำนักงบประมาณอนุมัติงบประมาณเฉลี่ยปีละ 6.1-6.2 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ นายสมชัย กล่าวอีกว่า การโอนค่ารักษาพยาบาลให้บริษัทประกันดูแลนั้น ต้องอยู่ในเงื่อนไข คือข้าราชการต้องได้รับสิทธิ์ในการรักษาพยาบาลเหมือนเดิม หรือได้รับบริการที่ดีขึ้น ส่วนงบประมาณต้องไม่เกินจากของเดิม ขณะนี้ ทางบริษัทประกัน เสนอที่จะทำวีไอพีเลาท์ (ห้องรับรองพิเศษ) สำหรับข้าราชการในโรงพยาบาลรัฐในเกือบทุกแห่งด้วย

“การให้เอกชนมาบริหารงบรักษาพยาบาลแทนภาครัฐ ส่วนหนึ่งเพื่อลดการรั่วไหลของงบประมาณ เมื่อลดการรั่วไหลได้ ก็จะส่งผลให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพมากขึ้น ยอมรับว่า แนวคิดนี้ยังมีเสียงคัดค้านจากคนที่ไม่เข้าใจหลายกลุ่ม ดังนั้นจึงจะเชิญกลุ่มเหล่านี้มาพูดคุยทำความเข้าใจร่วมกัน”นายสมชัย กล่าว

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า กลุ่มบริษัทประกันเสนองบประมาณ ที่จะใช้ในการประกันการรักษาพยาบาลข้าราชการนั้นอยู่ที่จำนวน 7 หมื่นล้านบาท โดยเอกชน จะมีการวางระบบไอที จัดทำฐานข้อมูลในเรื่องการรักษาพยาบาลของข้าราชการ และครอบครัวกว่า 5 ล้านราย และจะมีการออกบัตรประจำตัวในการรักษาพยาบาล เพื่อลดปัญหาการไปเวียนเทียนรับยาในโรงพยาบาลอื่น เนื่องจาก ขณะนี้การรักษาพยาบาลแยกกันทำข้อมูลของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง ดังนั้นคาดการวางระบบดังกล่าวจะใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านบาท