วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จี้ผู้ถือหุ้น'ยูไนเต็ดเพาเวอร์'ใช้สิทธิออกเสียงซื้อขายไฟฟ้า

"ก.ล.ต." เตือนผู้ถือหุ้น"ยูไนเต็ด เพาเวอร์" ไปใช้สิทธิออกเสียงการให้สัตยาบันกรณีบริษัทย่อยทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เจ้งเตือนให้ผู้ถือหุ้น บริษัท  ยูไนเต็ด เพาเวอร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (มหาชน) หรือ UPA ศึกษาข้อมูลและไปใช้สิทธิออกเสียงในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ในวันที่ 2 ธ.ค.นี้ เพื่อพิจารณาให้สัตยาบันในการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างบริษัท เมียนมา ยูพีเอ จำกัด หรือ MUPA ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ยูไนเต็ด เพาเวอร์ฯ กับการไฟฟ้าแห่งสหภาพเมียนมาร์ (ปัจจุบันคือ Electric Power Generation Enterprise-- EPGE) 

ทั้งนี้ ยูไนเต็ด เพาเวอร์ฯ จะขออนุมัติผู้ถือหุ้นให้สัตยาบันในการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่าง MUPA และ EPGE ในการประชุมวิสามัญในวันที่ 2 ธ.ค. เนื่องจากเป็นรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์ที่มีขนาดของรายการ 337.92% ของสินทรัพย์รวมของ ยูไนเต็ด เพาเวอร์ฯ  ซึ่งตามเกณฑ์ หากรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์ใดมีขนาดเกิน 50% ของสินทรัพย์รวม ต้องได้รับอนุมัติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนเสียงทั้งหมด ของผู้ถือหุ้นที่มาประชุม และมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน โดยไม่นับส่วนของผู้ถือหุ้นที่มีส่วนได้เสีย 

"หากได้รับอนุมัติดังกล่าว ยูไนเต็ด เพาเวอร์ฯ ยังมีหน้าที่ต้องยื่นคำขอให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในการพิจารณารับหลักทรัพย์ใหม่ ซึ่งต้องมีการพิจารณาคุณสมบัติให้ครบถ้วนต่อไป"

คณะกรรมการและคณะกรรมการตรวจสอบของ UPA มีความเห็นสรุปได้ว่า รายการดังกล่าวมีความสมเหตุสมผล และทำให้ผู้ถือหุ้นได้รับประโยชน์ เนื่องจากเป็นการต่อยอดและขยายฐานธุรกิจหลักของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน โดยจะสร้างความมั่นคง และผลตอบแทนในระยะยาวให้บริษัท โดยโครงการโรงไฟฟ้า เฟส 2 จะมีกำลังการผลิตกว่า 200 เมกะวัตต์ และมีระยะเวลาสัญญา 30 ปี

อย่างไรก็ดี ที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ มีความเห็นว่า การเข้าทำรายการดังกล่าวไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากข้อมูลและปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการโรงไฟฟ้าหลายส่วน ยังไม่มีความชัดเจนอีกทั้งโครงการดังกล่าวมีข้อด้อยและความเสี่ยงหลายประการ และเมื่อประเมินมูลค่าโครงการโดยใช้หลักความระมัดระวัง การลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าอาจมีผลตอบแทนเป็นลบ และมีระยะเวลาคืนทุนนานเกือบ 11 ปี 

"ก.ล.ต. จึงขอให้ผู้ถือหุ้นศึกษาข้อมูลโดยละเอียดและใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นในการรักษาประโยชน์ของตนเอง พร้อมกับซักถามผู้บริหารบริษัทถึงข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้มีข้อมูลครบถ้วนในการประกอบการตัดสินใจด้วย"