หุ้นกลุ่มแบงก์อ่วมนักลงทุนแห่ขายหลังเลือกตั้ง โดนัลด์ ทรัมป์ขึ้นแท่นประธานาธิบดีสหรัฐคนที่45
หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ พลิกโผชนะการเลือกตั้งสหรัฐ เมื่อ 9 พ.ย. ที่ผ่านมา ส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกปรับพอร์ตการลงทุนเพื่อรองรับผลกระทบที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นในอนาคต เช่นเดียวกับนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น ต่างขายหุ้นขนาดใหญ่ออกมาในช่วง 3-4 วันแรก ซึ่งก็รวมไปถึงหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์
ดัชนีหุ้นกลุ่มแบงก์ลดลงจากราว 485 จุด ไปแตะจุดต่ำสุดที่ 469 จุด ลดลง 3.3% ทำให้มาร์เก็ตแคปลดลงไป 7 หมื่นล้านบาท เหลือ 1.96 ล้านล้านบาท ในช่วงแรกหลังการเลือกตั้ง แม้ผลประกอบการของกลุ่มนี้จะออกมาเติบโต 15.6% จากปีก่อน และ 3.9% จากไตรมาสก่อน โดยทั้ง 11 บริษัท มีกำไรสุทธิรวมกัน 52,319.64 ล้านบาท
หุ้นกลุ่มแบงก์เริ่มฟื้นตัวกลับมาได้ โดยดัชนีเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 477 จุด ส่งผลให้มาร์เก็ตแคปขึ้นมาอยู่ที่ 1.99 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ หุ้นทหารไทย (TMB) ลดลงมากที่สุด 3.81% รองลงมาคือ เกียรตินาคิน (KKP) ลดลง 3.03% และทิสโก้ (TISCO) ลดลง 2.25% ขณะที่ ธนชาต (TCAP) เพิ่มขึ้นได้ 3.59% และกรุงศรีอยุธยา (BAY) เพิ่มขึ้น 1.95%
บล.ฟิลลิป ระบุว่า สินเชื่อเดือน ต.ค. ยังคงเติบโตค่อนข้างชะลอตัวเพียง 0.17% จากเดือนก่อน และทำให้สินเชื่อเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2558 เพียง 1.12% โดยในเดือนนี้ธนาคารส่วนใหญ่ยังคงมีสินเชื่อเติบโต ยกเว้นธนาคารที่ทำสินเชื่อเช่าซื้อเป็นหลักอย่าง เกียรตินาคิน ธนชาต และทิสโก้ แต่ในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี การเติบโตของสินเชื่อน่าจะเร่งตัวขึ้นได้ เนื่องจากไตรมาส 4 จะเป็นช่วงไฮซีซั่น โดยมักจะมีความต้องการสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนของภาคธุรกิจเข้ามามาก นอกจากนี้แล้วยังเป็นช่วงของการจับจ่ายซึ่งน่าจะทำให้สินเชื่อรายย่อยเติบโตตามไปด้วยเช่นกัน
โดยภาพรวมจึงปรับน้ำหนักการลงทุนเป็น “มากกว่าตลาด” จากการเร่งตัวในช่วงปลายปี รวมไปถึงโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของรัฐบาลที่คาดว่าจะออกมามากขึ้น น่าจะทำให้สินเชื่อเติบโตได้ในปี 2560
บล.ทิสโก้ มองว่า กลุ่มแบงก์ยังขาดปัจจัยหนุนในระยะสั้น โดยมองว่ามีประเด็นสำคัญคือ การเติบโตของจีดีพีที่ชะลอตัวลง อยู่ที่ 3.2% ในช่วงไตรมาส 3 เทียบกับ 3.5% ในไตรมาส 2 จากแผนการกระตุ้นภาครัฐที่ชะลอตัวลง ขณะที่เอ็นพีแอลที่กลับมาเพิ่มขึ้นจากสินเชื่อรายย่อยและเอสเอ็มอีของธนาคาร เช่น กสิกรไทย (KBANK) ไทยพาณิชย์ (SCB) และทหารไทย (TMB) แสดงถึงการฟื้นตัวของสินเชื่อที่อ่อนแอและได้รับผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจ โดยยังคงประมาณการของปี 2559 และ 2560 2016-17 ด้วยเอ็นพีแอล 2% และ 1.8% ตามลำดับ ขณะที่ต้นทุนต่อหน่วยคาด 1.38% และ 1.29% โดยมีเพียงธนาคารกรุงศรี (BAY) ธนชาต เกียรตินาคิน และไทยพาณิชย์ ที่จะสามารถลดต้นทุนต่อหน่วยลงได้ในปีหน้า
แนะนำให้ “ถือ” ธนาคารทั้งหมด โดยเลือกไทยพาณิชย์เป็นหุ้นเด่น จากการปรับโครงสร้างบริษัท สหวิริยา (SSI) และแนะนำให้รอก่อนที่จะเริ่มสะสมกลุ่มธนาคาร เพราะมีความเสี่ยงที่อาจจะต้องปรับประมาณการของหุ้นลง









