บ้าน คือวิมานของเรานั้นเป็นความจริงแท้ แต่ในเวลาเดียวกัน บ้านก็ทำให้เราต้องปวดหัวด้วยปัญหาสารพัน
ไม่ว่าจะเป็น บ้านร้าว พื้นทรุด หลังคารั่ว ท่อประปาแตก ฯลฯ ที่หนักใจไปมากกว่านั้นก็คือ ..แล้วจะหาไปช่างฝีมือที่ไหนมาช่วยซ่อม
ถ้าหากไปเรียกช่างฝีมือดีก็อาจต้องทำใจกับราคาที่ “แพงลิ่ว” แต่ถ้าคิดลดเกรดช่างลงมาก็เกิดห่วงว่าบ้านอาจจะ “เละ” และอาจนำไปสู่การ “มีปากมีเสียง” กับช่าง ซึ่งกระทู้บนโลกออนไลน์เปรียบเรื่องนี้ว่าเป็นเหมือน “ฝันร้าย” กันเลยทีเดียว
แน่นอนเพนพ้อยท์ดังกล่าวเกิดขึ้นมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ยังไม่มีใครสามารถผลิตยาแก้ปวดมารักษาอาการให้หายได้ ซึ่งที่สุดก็มี “HandyWings” (แฮนดี้วิงส์) ขออาสาเป็นอัศวินผู้กล้า ซึ่งมีผู้ร่วมก่อตั้งทั้งหมด 5 คน ได้แก่ วาทการ อาตมประสังสา,อาภรณี สวนสมุทร,วิชาญ ชัยจำรัส,ธเนศ เขื่อนล้อม และอัฐวรรต สวนสมุทร
พวกเขาบอกว่า ไอเดียคิดทำแฮนดี้วิงส์ เกิดขึ้นมาจากประสบการณ์ที่เคยได้เจอกับฤทธิ์ของ “น้องน้ำ” เมื่อครั้งกรุงเทพและปริมณฑลถูกน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 และเมื่อตอนน้ำลดก็ต้องพบกับความยากลำบากกับการเสาะควานหาตัวช่างมาช่วยซ่อม มาช่วยรีโนเวทให้บ้านกลับคืนสู่สภาพเดิม
ต้องบอกว่า ทางฝั่งดีมานด์นั้นไม่เพียงแค่เคยมีประสบการณ์ตรง ทีมแฮนดี้วิงส์ ยังลงไปสำรวจความต้องการในหลายๆหมู่บ้านจนมั่นใจว่ามีอยู่มากแน่ๆ
“ถ้ามีบริการที่ช่วยตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้ ก็น่าจะเป็นไอเดียที่ดี และต้องนำเอาการเซอร์วิสมาบวกเข้ากับไอทีด้วย เพราะคนยุคสมัยนี้มีต้นทุนหลายๆอย่าง เช่น เรื่องการเดินทาง ทั้งยังมีเรื่องของรถติด”
แต่จากนี้ไปปัญหาเรื่องบ้านของคุณเป็นเรื่องของแฮนดี้วิงส์ ไม่ว่าใครที่บ้านเกิดปัญหา ต้องการช่างซ่อม แก้ไข ปรับปรุง ต่อเติม สามารถเรียกช่างจากแฮนดี้วิงส์ได้ (ผ่านทางเว็บหรือแอพ) ซึ่งจะมีช่างที่เกี่ยวกับการซ่อมแซมบ้านไว้ให้คอยบริการทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นงานไฟฟ้า ประปา ก่อสร้าง กระเบื้อง เพดาน เรียกได้ว่ามีครบ ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาหาให้ยุ่งยาก
แต่การไปชักชวนช่างให้เข้ามาอยู่ในระบบต้องมีการทำความเข้าใจ ยอมรับว่ามีความท้าทายพอสมควร
"ช่างบางคนเขาก็มีความมั่่นใจในตัวเอง ว่าทำไมจะต้องมาซับงานจากเรา แต่เราก็ได้เจอช่างจำนวนไม่น้อยที่ตั้งใจทำงาน เป็นมืออาชีพจริงๆ และสนใจช่องทางของเราว่าน่าจะช่วยเขาหางานได้ และสร้างโอกาสให้เขาได้เยอะ เพราะปัจจุบันทุกอย่างเปลี่ยนไปสู่ออนไลน์หมดแล้วมันเป็นเทรนด์ คนที่ทำออฟไลน์จะหางานได้ยาก ปากต่อปากอาจใช้ไม่ค่อยได้ผล"
อย่างไรก็ดี เพื่อความเป็นมาตรฐาน แฮนดี้วิงส์มีหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการคัดเลือกช่าง โดยจะพิจารณาผลงานหรือชั่วโมงบินของแต่ละคนหรือแต่ละทีมที่เคยทำมาก่อนหน้าแล้ว นอกจากนั้นยังจะมีการสัมภาษณ์และทดสอบเพื่อให้รู้ถึงวิธีคิด รวมถึงวิธีการที่พวกเขาใช้แก้ไขปัญหา วิธีการที่ใช้พรีเซนต์งานและวิธีในการทำงานร่วมกับลูกค้าว่าเป็นอย่างไร
"ตรงนี้เรามีที่ปรึกษาเป็นทีมสถาปนิก วิศวกรช่วยออกแบบมาตรฐานการทำงานแต่ละประเภทให้ว่าควรต้องมีมาตรฐานอย่างไร และเขายังช่วยสัมภาษณ์ทีมช่าง และทำหน้าที่ตรวจเช็คงาน รวมถึงจะคอยให้คำแนะนำช่างถึงวิธีการต่างๆ ที่เป็นมาตรฐานของเรา เวลานี้เรามีช่างอยู่ในระบบ 10-20 ทีม"
ส่วนรูปแบบของการให้บริการนั้น ถ้าเพียงแค่เรียกช่างแล้วส่งช่างไปให้บริการก็คงเป็นอะไรที่ธรรมดาเกินไป เช่นเดียวกับสินค้าหรือบริการทั่วๆไป แฮนดี้วิงส์ จำเป็นต้องสร้างจุดเด่น ที่ช่วยทำให้ลูกค้าจดจำมีความประทับใจ
พวกเขามองว่าที่สุดแล้วปัญหาอาจยังไม่ถูกแก้ไข และไม่จบ หากคิดทำเป็นบริการจับคู่ลูกค้ากับช่างเท่านั้น หมายถึงเมื่อลูกค้าที่เกิดปัญหาแจ้งเข้าไปในระบบและมีช่างรับงาน จากนั้นก็ให้ทั้งสองฝ่ายคุยงานกันเอง (มีหลายบริษัทที่ทำธุรกิจรูปแบบนี้กันอยู่ในเวลานี้)
แต่สำหรับแฮนดี้วิงส์ เมื่อมีลูกค้าแจ้งปัญหาเข้ามา ก็จะมีทีมช่างของบริษัทช่วยพิจารณาวิเคราะห์ปัญหานั้นๆก่อนว่ามีความยากมากน้อยระดับใด แต่ถ้าเป็นปัญหาใหญ่มาก ก็จะเดินทางไปประเมินหน้างาน แล้วให้คำแนะนำลูกค้าในเบื้องต้นว่าปัญหาแบบนี้ควรแก้ไขอย่างไร และต้องใช้เงินเท่าไหร่ (โดยไม่มีค่าใช้จ่าย)
จากนั้นก็จะส่งรายละเอียดเข้าระบบเพื่อให้ช่างในระบบได้เห็นถึงความต้องการของลูกค้า ดูว่าใครจะสามารถทำงานนี้ได้หรือไม่ ถ้าทำได้ ช่างก็จะเสนอราคาเพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจว่าจะเลือกช่างทีมไหนไปช่วยทำงาน
จากนั้นก็ทำสัญญากันทางออนไลน์ ทำเงื่อนไขการชำระเงินเรียบร้อย ช่างก็จะเริ่มเข้าไปดำเนินงาน ส่วนทางแฮนดี้วิงส์ก็จะมีทีมวิศวกรไปคอยตรวจสอบในทุกครั้งที่ช่างมีการส่งมอบงานให้กับลูกค้า
"โซลูชั่นที่เป็นจุดต่างของเรา ก็คือ บริการที่ตอบสนองทั้งฝั่งช่างและลูกค้า เพราะทั้งลูกค้าและช่างเองต่างก็ต้องการมีคนกลางมาคอยเคลียร์ จากปัญหาที่เคยหาช่างยาก ช่างหนีงาน หรือการทำงานของช่างไม่น่าพอใจ หรือมีข้อขัดแย้งกับช่างสุดท้ายก็จะหมดไป และเมื่องานเสร็จเรียบร้อย ทางแฮนดี้วิงส์ก็จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจ่ายเงินให้กับช่างด้วยเช่นกัน"
พวกเขาบอกว่า ก่อนหน้าที่จะเดินเครื่องแฮนดี้วิงส์อย่างจริงจัง ได้มีการสำรวจคู่แข่งและได้เห็นช่องโหว่หลายอย่าง จึงคิดพัฒนาต่อยอดเพื่อให้เกิดเป็นบริการที่ครบเครื่องได้จริงๆ
และที่กำลังจะพัฒนาในเร็วๆนี้ก็คือระบบที่ช่วยลูกค้าประเมินปัญหาในเบื้องต้น โดยสามารถกรอกข้อมูลปัญหาต่างๆลงไป แล้วระบบดังกล่าวจะช่วยวิเคราะห์ให้แบบคร่าวๆได้เลยว่าลูกค้าจะต้องใช้วัสดุเท่าไหร่ จำนวนเท่าไหร่ ราคากลางเท่าไหร่ ต้องใช้ช่างกี่คน ทำงานกี่วัน เป็นต้น
ปัจจุบันบริการของแฮนดี้วิงส์ครอบคลุมในเขตกรุงเทพและปริมณฑล แต่ในอนาคตอันใกล้จะขยายไปทั่วประเทศ ส่วนกลุ่มลูกค้าเป้าหมายจะเป็นหมู่บ้านที่มีราคาระดับ 1.5 -10 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี ทุกๆการเดินทางย่อมต้องได้พบเจอกับความท้าทาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริการซ่อมแซมบ้านออนไลน์ยังไม่เป็นที่รู้จัก ไม่เป็นที่คุ้นเคยของคนไทยเท่าไหร่นัก
“แต่เราเชื่อว่าพอคนได้คุ้นเคยกับโซลูชั่นการให้บริการรูปแบบนี้แล้ว อีกหน่อยมันจะเป็นเรื่องปกติ เหมือนกับที่ในปัจจุบัน คนก็มักจะสั่งอาหารหรือช้อปปิ้งกันบนโลกออนไลน์”
ถามถึงสเต็ปของการเติบโต ที่พวกเขาต้องการจริงๆไม่ใช่การเรสฟันด์ แต่เป็นพาร์ทเนอร์ที่มีความแข็งแกร่งในหลากหลายด้านที่ให้ความสนใจและมาร่วมกันขับเคลื่อนธุรกิจ และที่สนใจเป็นอันดับแรก ก็คือ ร้านค้าวัสดุก่อสร้าง ซึ่งถือว่ามีความสำคัญต่อทางฝั่งช่างและลูกค้า
"ถ้าเราได้พาร์ทเนอร์เป็นร้านค้าวัสดุ ลูกค้าจะได้ประโยชน์ เพราะจะซื้อของได้ประหยัดขึ้นถูกขึ้น ช่างก็ไม่ต้องมีปัญหาในการต้องเบิกเงินก่อน ซึ่งเราได้คุยกับพาร์ทเนอร์ส่วนนี้ไว้แล้วโดยเราจะมีส่วนในการซัพพลายสินค้าให้กับเขาในราคาที่เป็นธรรม และเดิมที่เรามีรายได้ที่เรียกเก็บจากช่าง 3-5% ที่สุดก็อาจไม่คิดค่าใช้จ่ายตรงนี้เลย เราจะไปรับเปอร์เซนต์จากการขายวัสดุก่อสร้างแทน"
เป้าหมายสูงสุดของแฮนดี้วิงส์ ก็คือ ต้องการเป็นที่หนึ่งในใจของลูกค้าในเรื่องของบ้าน ในที่นี้จะไม่ใช่แค่เพียงช่างที่มาช่วยซ่อมแซมบ้านเท่านั้น แต่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่จะมาเติมเต็มความสุขให้กับบ้านของลูกค้า
"เราพยายามจะทำให้ตัวเองเป็นเหมือนเพื่อนคู่คิดในบ้าน ครบเครื่องเรื่องซ่อมบ้านคือสโลแกนเบื้องต้น ในอนาคตจะต่อยอดไปเรื่อยๆ โดยเรากำลังจะสร้างคอมมูนิตี้เจาะลึกให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของลูกค้า ด้วยแอพที่ชื่อว่าแฮนดี้วิลเลจ เพื่อช่วยการสื่อสารภายในโครงการหมู่บ้านต่างๆ "
ความคิดต้องผ่านการพิสูจน์
สตาร์ทอัพทีมนี้ได้รับการพิสูจน์ผ่านเข้ารอบ 23 ทีมสุดท้าย ในโครงการเถ้าแก่น้อยปีล่าสุด ( Young Technopreneur 2016)
ถามว่าทำไมต้องเข้าแข่งขันในโครงการนี้?
"เถ้าแก่น้อยเป็นเวทีแรกที่พิสูจน์ความคิดเรา เพราะการที่เราจะมานั่งคิดกันเองว่าความคิดเรามันใช่ไหมก็คงไม่ได้ และเราได้เห็นหลายๆผลงานของโครงการเถ้าแก่น้อยมาก่อน เรารู้จักกับทีมที่เคยเข้าโครงการนี้ซึ่งรู้ว่าพวกเขาเก่งมาก และเราได้ถามพวกเขาว่าเข้าโครงการนี้ดีอย่างไร เขาบอกว่าเราจะได้ทั้งบ่มเพาะ ได้ทั้งการพีอาร์"
สรุปก็คือ หากต้องการจะรู้ว่าไอเดียดีหรือเด็ดแค่ไหน ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญมาช่วยตรวจ ว่าสิ่งที่คิด สิ่งที่ทำมันใช่หรือไม่ และมันยังช่วยเป็นใบเบิกทางให้การไปต่อทำได้ง่ายยิ่งขึ้นอีกด้วย
"เราเปิดตัวเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ก่อนหน้าที่จะลอนซ์บริการสู่ตลาดเรามีการเทสต์ก่อนปรากฏว่าก็มีลูกค้าจริงเข้ามา คือเราได้เข้าไปเทสต์กับลูกค้าประมาณ 10 หมู่บ้านอยู่บนเส้นราชพฤกษ์เขาก็เอากับเราทั้งหมด เขาให้ความร่วมมือดีมาก จนก็เป็นลูกค้ากันมาอย่างต่อเนื่องจนวันนี้เรามีลูกค้ากว่า 30 รายแล้ว ซึ่งเราแฮบปี้เพราะสิ่งที่เราคิดตอบโจทย์ได้จริงๆ"









