“ค้าปลีก” หนุนรัฐออกมาตรการ “ช้อปช่วยชาติ” มั่นใจปลุกจับจ่ายคึกคัก "คลัง" เตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกเพียบ ยันไม่สร้างภาระต่องบประมาณ
หลังกระทรวงการคลัง เตรียมที่จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)ในวันอังคารนี้ ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี โครงการ “ช้อปช่วยชาติ” ให้ประชาชนนำค่าใช้จ่ายจากการชอปปิงไปลดหย่อนภาษี ในช่วงเวลาที่นานกว่า 7 วัน โดยห้างค้าปลีกต่างขานรับมาตรการนี้ว่าจะมีส่วนสำคัญในการผลักดันบรรยากาศจับจ่ายปลายปีให้คึกคัก
นายชำนาญ เมธปรีชากุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า การที่กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการ “ช้อปช่วยชาติ” ในการซื้อสินค้าในช่วงปลายปี และสามารถลดหย่อนภาษีได้เหมือนในช่วงปลายปี 2558 ที่ผ่านมา มองว่าเป็นเรื่องที่ดีต่อธุรกิจค้าปลีก ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ เป็นมาตรการที่สามารถกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคได้โดยตรง โดยในการจัดโครงการดังกล่าวในช่วงปลายปี 2558 ที่ผ่านมา 7 วัน ในส่วนของเดอะมอลล์ กรุ๊ป มียอดขายเติบโตสูงถึง 20%
“หากเพิ่มจำนวนของโครงการมากขึ้นตามที่กระทรวงการคลังแจ้งไว้ จะทำให้เกิดความคึกคักเพิ่มขึ้นเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจในช่วงนี้”
ในส่วนเดอะมอลล์ กรุ๊ป พร้อมขานรับนโยบายดังกล่าวโดยจะมีการจัดโปรโมชั่นเพิ่มเติมเพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภคเข้ามาใช้จ่าย และมีความพร้อมในเรื่องของระบบการออกใบกำกับภาษีที่รวดเร็ว เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคในช่วงเวลาดังกล่าว โดยคาดว่าสินค้าที่น่าเป็นกลุ่มที่ผู้บริโภคเข้ามาจับจ่ายได้แก่ กลุ่มกระเช้าของขวัญ สินค้าแฟชั่น เครื่องสำอาง เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆที่ โฮมเฟรชมาร์ช และกูร์เมต์ มาร์เก็ต
ฟื้นบรรยากาศจับจ่าย
แหล่งข่าวจากกลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า มาตรการช้อปช่วยชาติในช่วงปลายปีจะเป็นการกระตุ้นบรรยากาศจับจ่ายในห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คึกคักขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่า ทำให้ภาพรวมค้าปลีกและเศรษฐกิจฟื้นตัว
ทั้งนี้ ต้องการให้ภาครัฐเร่งสรุปแนวทางและโปรโมทโครงการล่วงหน้าเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถวางแผนการจับจ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งผู้ประกอบการมีช่วงเวลาในการเตรียมพร้อมทางด้านการบริหารจัดการรองรับตั้งแต่พนักงาน สินค้า การออกใบกำกับภาษี และปริมาณลูกค้าที่เชื่อว่าจะเข้ามาใช้บริการจำนวนมากในช่วงระยะเวลาจัดโครงการ
ปี58สะพัด1.25 แสนล้าน
นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า โดยภาพรวมมาตรการช้อปช่วยชาติกระตุ้นจิตวิทยาเชิงบวกของผู้บริโภคซึ่งจะมีผลต่อการจับจ่ายในระดับหนึ่งอย่างแน่นอน
“ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนในมาตรการ ต้องพิจารณาในรายละเอียด ซึ่งหากระยะเวลาดำเนินการยาวข้ามปีจะมีผลต่อการคำนวณภาษีอย่างไร”
อย่างไรก็ตาม การใช้มาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี 2558 ที่ผ่านมา โดยยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการภายในประเทศ ระหว่างวันที่ 25-31 ธ.ค. ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท ทำให้การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
โดยสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ได้ประเมินตัวเลขการจับจ่ายช่วงเทศกาลปีใหม่เพิ่มขึ้น 20% หรือประมาณการ 25,000 ล้านบาท ส่งผลให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยรวมสูง 125,000 ล้านบาท ในช่วงเดือนสุดท้ายของปี ผลจากกระตุ้นเศรษฐกิจส่งผลให้อุตสาหกรรมค้าปลีกเติบโตเพิ่มขึ้น 0.3% ทำให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมค้าปลีกปี 2558 เติบโต 3.05% สูงกว่าเดิมคาดเติบโต 2.8%
ทั้งนี้ ยอดขายกลุ่มสินค้าคงทน หมายถึง สินค้าหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้า วัสดุก่อสร้างอุปกรณ์กีฬา ได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้มากกว่าหมวดอื่นๆ เพราะเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง ผู้บริโภครอที่จะซื้อเพื่อเป็นของขวัญให้ตัวเองและครอบครัว มียอดขายเติบโต 25% ลูกค้าเพิ่มขึ้น 15% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า กลุ่มสินค้ากึ่งคงทน ได้แก่ สินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า เครื่องหนัง เครื่องสำอาง สินค้าลักชัวรี่แบรนด์ ซึ่งได้ประโยชน์รองลงมา ยอดขายเติบโตสูงสุด 35% ลูกค้าเพิ่ม 20% สุดท้ายกลุ่มสินค้าไม่คงทน หรือ สินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน ยอดขายเติบโต 10% ลูกค้าเพิ่ม 12%
“นับเป็นมาตรการที่ทำให้คนมีรายได้ออกมาใช้จ่ายเกิดบรรยากาศและกระตุ้นการบริโภคในประเทศได้ดี ช่วง 7 วันสุดท้ายของปี เป็นช่วงการจับจ่ายเพื่อตัวเองและครอบครัว เป็นการใช้จ่ายของบุคคลโดยตรง เมื่อมีมาตรการกระตุ้น จึงทำให้เกิด Maximize the Maximum Effect การจับจ่ายจึงเพิ่มเป็นทวีคูณและเมื่อสิ้นสุดระยะของมาตรการเพียงข้ามปีก็สามารถนำผลของการจับจ่ายมาลดหย่อนภาษีได้ ทำให้เห็นผลสัมฤทธิ์ได้ทันที ไม่ต้องรอนาน”
คลังแจงกระตุ้นศก.อีกหลายมาตรการ
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า มาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เตรียมไว้นั้น มีอีกหลายมาตรการ และเตรียมทยอยเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี(ครม.) ขณะนี้ คงไม่สามารถบอกล่วงหน้าได้ว่า มีมาตรการอะไรบ้าง
ด้านนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)ยืนยัน มาตรการที่กระทรวงการคลังได้ดำเนินการ ไม่มีผลกระทบต่องบประมาณ หรือการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล โดยมาตรการเพิ่มเงินให้ผู้มีรายได้น้อยนั้น วงเงินรวมกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท ใช้งบประมาณจากงบกลางปี 2560 หรือปี 2561 โดยให้เน้นจากงบในปี 2560 ก่อน ขณะนี้สำนักงบประมาณกำลังดูอยู่ว่าในงบกลางดังกล่าวมีหลายหน่วยงานขอมาเท่าไหร่ ถ้าพอไม่ต้องใช้งบกลางในปี 2561
ชี้ช้อปช่วยชาติกระตุ้นบริโภคช่วงสั้น
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย สายบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่ามาตรการช้อปช่วยชาติที่จะนำกลับมาอีกรอบ โดยรอบนี้จะขยายเวลาเพิ่มขึ้น นายอมรเทพ กล่าวว่า ระยะสั้นคงช่วยกระตุ้นการบริโภคได้พอสมควร แต่ระยะยาวแล้วยังมีคำถามอยู่บ้าง เพราะผลจากมาตรการที่ทำไว้เมื่อปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าตัวเลขการบริโภคในไตรมาสสุดท้ายของปี 2558 ดีขึ้น แต่พอมาช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ก็เริ่มแผ่วลง ซึ่งเป็นผลจากการที่ผู้บริโภคใช้จ่ายไปล่วงหน้า
ส่วนมาตรการของขวัญปีใหม่ที่รัฐบาลมีแนวคิดลดภาษีน้ำหอมและเครื่องสำอางเพื่อกระตุ้นการบริโภคนั้น ถ้ามองในมุมของการท่องเที่ยว อาจช่วยได้บ้าง เพราะน่าจะทำให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีน
“สินค้าเหล่านี้ในจีนขายแพงมาก การลดภาษีก็อาจหนุนการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่มาไทยให้ใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งน่าจะกระตุ้นการใช้จ่ายได้พอสมควร จึงมองว่าเป็นมาตรการดึงดูดการใช้จ่ายเงินของนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า”
นอกจากนี้ โดยปกติแล้วสินค้าเหล่านี้คนไทยนิยมเดินทางไปซื้อในต่างประเทศ หากรัฐบาลลดภาษีลงมาก็อาจช่วยลดแรงจูงใจที่คนไทยจะเดินทางไปต่างประเทศเพื่อซื้อสินค้าเหล่านี้ได้บ้าง
สำหรับผลทางเศรษฐกิจนั้น ยังมีคำถามซึ่งต้องติดตามดูว่ามูลค่าเพิ่มของสินค้าเหล่านี้จะตกกับเศรษฐกิจไทยมากน้อยแค่ไหน เพราะสินค้าเหล่านี้ส่วนใหญ่ผลิตจากต่างประเทศ คนที่นำเข้ามาก็เป็นห้างร้านใหญ่ๆ จึงต้องมาดูว่า สุดท้ายแล้วเศรษฐกิจไทยจะได้ประโยชน์อะไรจากมาตรการเหล่านี้บ้าง
“ผลกระตุ้นต่อเศรษฐกิจไทยคงไม่ได้มาก เพราะคนได้ประโยชน์จริงๆ ก็เป็นห้างใหญ่ๆ แต่สิ่งที่เราน่าจะทำไปพร้อมกัน คือ การเพิ่มสินค้าที่ผลิตเองในประเทศ เช่น สินค้าโอท็อป โดยนำสินค้าเหล่านี้มาพัฒนาให้มีมูลค่าสูงขึ้น ปั้นเป็นแบรนด์ของไทย แล้วขายให้กับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งตรงนี้ประโยชน์จะตกกับคนไทยอย่างแท้จริง”






