ไอวินด์ ตัวชูโรง 'พระเอก' IFEC

ไอวินด์ ตัวชูโรง 'พระเอก' IFEC

เมื่อหนึ่งความสำเร็จของ IFEC หนีไม่พ้นก้าวสำคัญของ IWIND ยุทธศาสตร์ขยายอาณาจักรนอกบ้านครั้งสำคัญจำต้องเกิด 'ดร.สุเมธ สุทธภักติ'

ดีลแตกไลน์สู่ 'ธุรกิจโรงแรม' ด้วยการเทคโอเวอร์ 'โรงแรมดาราเทวี เชียงใหม่' ก่อนจะหมดปี 2558 อาจเป็นฉนวนเหตุสำคัญที่ผลักดันให้ 'นักลงทุนรายใหญ่' เลือกปล่อยมากกว่าเก็บ หุ้น อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น หรือ IFEC เจ้าของวิสัยทัศน์ 'ผู้นำการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทนทุกประเภท'

แน่นอนว่า การถูกเหล่าขาใหญ่ลดระดับความสำคัญในครานี้ ย่อมทำให้ราคาหุ้น IFEC ไม่คึกคักเหมือนเคย ยิ่งผสมเข้ากับแผนงานที่ไม่เป็นไปตามยุทธศาสตร์ หลังเกิดความล่าช้าในการเปิดประมูลพลังงานทดแทนของทางการ ยิ่งทำให้ราคาหุ้นตกอยู่ในอาการอึมครึม

ตลอดปีที่ผ่านมา องค์กรแห่งนี้ไม่เคยหยุดนิ่ง ตรงข้ามกับเดินหน้าแก้เกม เพื่อพลิกฟื้นธุรกิจอย่างเงียบๆ ด้วยการออกไปเติบโตนอกบ้าน ล่าสุดส่งบริษัทลูกที่ขึ้นชื่อว่าเป็น 'พระเอก' ของเครือ IFEC ภายใต้ชื่อ 'อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ วินด์ อินเตอร์เนชั่นแนล' หรือ IWIND ผู้ผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าจากพลังงานลม เจ้าของสโลแกน 'นักล่าพลังงานจากลม' รุกงานต่างประเทศเต็มตัวครั้งแรก

ด้วยการจับมือกับ บริษัท US-DK Green Energy (BD) ประเทศบังคลาเทศ เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้า ในประเทศบังคลาเทศ ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) จำนวน 60 เมกะวัตต์ อายุสัญญา 18 ปี (โครงการนี้สามารถติดตั้งกังหันได้สูงถึง 245 เมกะวัตต์)

ทว่าผลงานชิ้นโบว์แดงนี้คงไม่หยุดสร้างความเซอร์ไพรส์แต่เพียงเท่านี้ ตรงข้ามกับมีแผนจะต่อยอดความสำเร็จไปถึงบริษัทแม่และบริษัทในเครือ นั่นแปลว่า ในอนาคตอาจได้เห็นองค์กรแห่งนี้ แตกไลน์ไปสู่ พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานชีวมวล ในประเทศบังคลาเทศ ก็เป็นไป

ดร.สุเมธ สุทธภักติ ประธานกรรมการบริหาร 'อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ วินด์ อินเตอร์เนชั่นแนล' หรือ IWIND ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ไอวินด์สัดส่วน 20% แจกแจงยุทธศาสตร์โครงการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานลมในช่วง 5 ปีข้างหน้า (ปี 2559-2563) ให้ 'กรุงเทพธุรกิจ BizWeek' ฟังว่า ตามแผนต้องมีพลังงานลมทั้งในและนอกประเทศเฉลี่ย 1,000 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นรายได้จากการขายไฟฟ้าที่ยังไม่หักค่าใช้จ่ายเกือบปีละ 'หมื่นล้านบาท'

แต่เนื่องจากที่ผ่านมา ภาครัฐยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องการเปิดประมูลพลังงานลม ทำให้จำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์ใหม่ ด้วยการหันไปเน้น 'งานนอกบ้าน' โดยเฉพาะประเทศที่มีการส่งเสริมเรื่องการลงทุนพลังงานทดแทน เช่น บังคลาเทศ เวียดนาม ออสเตรเลีย ไต้หวัน เกาหลีใต้ และกัมพูชา เป็นต้น เพราะการออกไปทำงานนอกบ้านจะทำให้ไอวินด์บรรลุเป้าหมายสำคัญ

วันนี้ไอวินด์ภูมิใจนำเสนอ 'โครงการกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้า ประเทศบังคลาเทศ' กำลังการผลิต 60 เมกะวัตต์ (ไซด์1) เพราะเป็นโครงการพลังงานลมแห่งแรกของประเทศบังคลาเทศ หลังเริ่มต้นศึกษาโครงการร่วมกับภาครัฐของบังคลาเทศมาตั้งแต่ปี 2555 (เป้าหมายการผลิตไฟฟ้าไซด์แรก คือ 180 เมกะวัตต์)

กระบวนการต่อจากนี้ คือ จัดตั้งบริษัทลูก เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานลมทั้งหมด 4 ไซด์ ตอนนี้ยังบอกรายละเอียดของไซด์ที่เหลือไม่ได้ แต่รับรองว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้า จะเห็นกำลังการผลิตมากกว่านี้แน่นอน เพราะวันนี้บังคลาเทศมีพื้นที่ที่สามารถผลิตพลังงานลมได้มากถึง 5,000 เมกะวัตต์ ที่สำคัญบางพื้นที่ของประเทศยังขาดแคลนไฟฟ้า

เรื่องเงินลงทุนขอนักลงทุนอย่าได้เป็นห่วง เพราะไซด์แรกจะใช้เงินลงทุน 120 ล้านเหรียญ หรือ 4,200 ล้านบาท ซึ่งจะนำมาจากเงินกู้ 80% ที่เหลือนำมาจากกระแสเงินสด วันนี้มีแบงก์เดินสายมานำเสนอดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำกับบริษัทมากหน้าหลายตา (ไซด์แรกจะใช้เวลาคุ้มทุน 6-7 ปี)
หากไม่มีอะไรผิดพลาดคงลงมือก่อสร้างโครงการได้ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2560 และจะเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าปลายไตรมาสแรกหรือต้นไตรมาสสองปี 2561 ช่วงเวลานั้นพายุเข้าพอดีเหมาะแก่การเดินเครื่องผลิต เพราะจะมีค่าลมสูงถึง 20 เมตรต่อวินาที

'โครงการนี้สร้างผลตอบแทนเฉลี่ย 9% หลังทางการบังคลาเทศตอบรับหนังสือที่เราขอขยับอัตรารับซื้อไฟฟ้า จาก 12 เซ็นต์ต่อดอลลาร์ต่อหน่วย เป็น 17 เซ็นต์ต่อดอลลาร์ต่อหน่วย ที่สำคัญการลงทุนครั้งนี้ปลอดภาษีรายได้ทุกชนิดตลอดอายุโครงการ'

'ประธานกรรมการบริหาร ไอวินด์' เล่าต่อว่า เดิมทีตั้งใจจะผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานลม ประเทศเวียดนาม ในช่วงสิ้นปี 2560 แต่หลังมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำประเทศ ควบคู่กับเวียดนามมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานทดแทน ทำให้จำเป็นต้องชะลอการก่อสร้าง แม้จะได้รับใบส่งเสริมการลงทุน และยื่นจับจองพื้นที่ในการทำโครงการแล้วก็ตาม

ทว่าหากทางการของเวียดนามประกาศแผนพลังงานฉบับใหม่ที่สอดแทรกสัดส่วนพลังงานทดแทนเข้าไป 20% ในช่วงต้นปี 2560 ไอวินด์อาจลงมือก่อสร้างโครงการทันที หลังดำเนินการตั้งเสาวัดลมมาตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งค่าลมดีมากเฉลี่ย 7-8 เมตรต่อวินาที ถือว่าแรงและดีที่สุดในอาเซียน

เมื่อถามถึงผลตอบแทนจากการลงทุนของเวียดนาม กูรูพลังงานลม ตอบว่า อัตราที่เหมาะสมควรอยู่ระดับ 9-10% เนื่องจากโครงสร้างพลังงานทดแทนฉบับใหม่อาจมีอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานลมสูงถึง 'ตัวเลขสองหลัก' จากปัจจุบันที่อยู่ระดับ 7.8-9.8 เซ็นต์ต่อดอลลาร์ต่อหน่วย

เขา อธิบายว่า หากอ้างอิงผลวิจัยขององค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) จะพบว่า อัตราการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานลมที่เหมาะสมของเวียดนามควรอยู่ระดับ 10.12 เซ็นต์ต่อดอลลาร์ต่อหน่วย เนื่องจากการมีสัดส่วนประชากรสูงถึง 80-90 ล้านคน

ขณะที่ตัวเลขจีดีพีขยายตัวเฉลี่ย 7-8% ทำให้มีความเสี่ยงที่จะขาดแคลนไฟฟ้าในอนาคต ฉะนั้นจะเห็นว่าวันนี้ภาครัฐของเวียดนามกำลังให้ความสนใจเกี่ยวกับพลังงานทดแทนอย่างมาก สะท้อนผ่านการความพยายามร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อสร้างพลังงานนิวเคลียร์

สำหรับรูปแบบการลงทุนในเวียดนาม ตั้งใจจะหาพันธมิตรท้องถิ่น เพื่อดึงทีมมาร่วมบริหารในบริษัทร่วมทุน ส่วนคุณสมบัติของเพื่อนใหม่ ข้อหนึ่ง ต้องมีความรู้เกี่ยวกับเทคนิคไฟฟ้า ข้อสอง ต้องมีความรู้ด้านเครื่องกล และข้อสาม ต้องมีเครดิตทางการเงินที่ดี

ที่ผ่านมามีหลายเจ้าแวะเวียนมาถามขายใบอนุญาตโรงไฟฟ้ากับบริษัท แต่น่าเสียดายที่โครงการเหล่านั้นยังไม่เหมาะสมกับไอวินด์เท่าไหร่ ทว่าความท้าทายของโครงการนี้ คือ ทำอย่างไรให้โครงการอยู่อย่างยั่งยืน เพราะเป้าหมายของพลังงานลมในเวียดนาม คือ 200 เมกะวัตต์

'วันนี้โครงการลมในประเทศออสเตรเลีย,ไต้หวัน ,เกาหลีใต้ และกัมพูชา ถือว่าคืบหน้าไปแล้วค่อนข้างมาก ทุกอย่างเดินได้ตามแผนไม่มีอะไรสะดุด เพียงแต่ยังเปิดเผยรายละเอียดไม่ได้'

ดร.สุเมธ ไม่ลืมที่จะพูดถึงแผนการลงทุนในเมืองไทยว่า หากทางการเปิดประมูลไอวินด์พร้อมเข้าร่วม เพราะมีการเตรียมพื้นที่ เพื่อทำโครงการแล้วประมาณ 700 เมกะวัตต์ ส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสาน และภาคใต้

'ผลตอบแทนการลงทุนในประเทศที่ดีควรอยู่ระดับ 12%'

ปัจจุบันบริษัทมีโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานลมหลักๆ 3 แห่ง คือ 1.โครงการปากพนัง วินด์พาร์ค จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งได้จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบครั้งแรกวันที่ 6 พ.ย.2558 จำนวน 10 เมกะวัตต์

2.โครงการนาลมลิกอร์ กำลังการผลิต 8.965 เมกะวัตต์ คาดว่าจะจ่ายไฟเข้าระบบในปี 2560 และ 3.โครงการเกาะเต่า วินด์ กำลังการผลิต 4.8 เมกะวัตต์ อาจจ่ายไฟเข้าระบบในปี 2560 (โครงการเหล่านี้ได้รับอัตราการรับซื้อไฟฟ้าระบบแอดเดอร์เฉลี่ย 3.50 บาทต่อหน่วย)

'ตลอดปี 2558 ไอวินด์สร้างรายได้ให้ IFEC เฉลี่ย 100 กว่าล้านบาท และปี 2559 คงทำรายได้ 120 ล้านบาท' ผู้บริหารหนุ่มเจ้าของสโลนแกน 'ตราบใดที่ยังมีพระอาทิตย์ องค์กรแห่งนี้จะมีรายได้ที่ยั่งยืน เพราะลมเป็นทรัพยากรที่มาจากแสงอาทิตย์'