ทิพยประกันภัย ชู “ดิจิทัลไลฟ์สไตล์” บริหารข้อมูลสร้างจุดต่าง “หนีตลาดแข่งตัดเบี้ยดุ-เศรษฐกิจชะลอตัว”
แนะประกันปรับตัวสู่ InsureTech ยกระดับศักยภาพก่อนธุรกิจอื่นตีตลาด ขณะที่ 9 เดือนปีนี้กำไรแกร่ง 1,415.73 ล้าน เพิ่มขึ้น16.69%
นายสมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปีนี้อัตราการเติบโตธุรกิจประกันภัยน้อย เพราะชะลอตัวทั้งการลงทุนและการบริโภค รวมทั้งการหดตัวของเบี้ยประกันภัยโดยรวมของตลาดประกันภัยโลก ส่งผลให้บริษัทประกันภัย ที่ดำเนินธุรกิจในไทยต้องแข่งขันรุนแรงมากขึ้นในลักษณะสงครามราคา แต่ละบริษัทต้องรักษาฐานลูกค้าเดิมควบคู่กับการต้องขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มเป้าหมายอื่นๆ
สำหรับช่วงที่ผ่านมาและช่วงที่หลือปีนี้ บริษเน้นสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง โดยใช้ศักยภาพทางดิจิทัล เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนห่วงโซ่คุณค่าธุรกิจประกันภัยบริษัท โดยเน้นการนำข้อมูลในมิติต่างๆ มาวิเคราะห์ เพื่อพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์และการบริการ ให้ตอบโจทย์ความต้องการ และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ที่พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูกค้า และปรับปรุงการรับประกันภัย รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัล มาเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน ลดค่าใช้จ่ายต่างๆของบริษัท
ในยุคปัจจุบันประชาชนและสังคม มีพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมาก ส่วนหนึ่งมาจากวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นรวดเร็ว ธุรกิจประกันภัยจึงต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง บริษัทประกันภัยจึงต้องมุ่งสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และยกระดับศักยภาพการแข่งขันตนเอง เพื่อไม่ให้เสียเปรียบ หรือเพี้ยงพร้ำคู่แข่ง ซึ่งในอนาคตคู่แข่งอาจไม่ใช่บริษัทประกันภัยด้วยกันเอง
“ธุรกิจประกันภัยปีนี้แม้เติบโต แต่มีการแข่งขันด้านราคาสูง ขณะที่เศรษฐกิจโดยรวมอยู่ในช่วงฟื้นตัว และโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีการเปลี่ยนถ่ายเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 ซึ่งมุ่งเน้นระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรม เป็นโอกาสสร้างการเติบโตของธุรกิจในระยะต่อไป”
บริษัทต้องการให้ธุรกิจประกันภัยมุ่งเน้นเรื่องประกันภัยไมโครอินชัวรรันส์เพื่อให้ประชาชนในระดับรากแก้วมีคุณภาพชีวิตที่ดี อีกทั้งประกันภัยต้องช่วยสร้างหลักประกัน เกิดจากความเสี่ยงทั้งภัยธรรมชาติ การก่อการร้าย ความเป็นอยู่และสุขภาพของประชาชน ไม่้มุ่งหวังผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่สร้างหลักประกันและสวัสดิการให้สังคมโดยรวมลักษณะ“การประกันภัยเพื่อสาธารณะ”
สำหรับผลประกอบการของบริษัทช่วง 9 เดือนของปีนี้ มีกำไรสุทธิ 1,415.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.69% จากเมื่อช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 1,213.17 ล้านบาท ขณะที่มีเบี้ยประกันภัยรับที่ 3,979.23 ล้านบาท ลดลง 4.73% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน 4,177.02ล้านบาท
ขณะที่ไตรมาส 3 มีเบี้ยประกันภัยรับ 1,220.53 ล้านบาท ลดลง 8.45% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน 1,333.20ล้านบาท แต่มีกำไรสุทธิ 539.16ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.07% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน 424.31 ล้านบาท สาเหตุหลักเกิดจากมีกำไรลงทุนไตรมาส 3 ปีนี้ 274.59 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 150.16 ล้านบาท คิดเป็น 120.68% เพราะมีกำไรมาจากการขายหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น ผลจากดัชนีหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น และบริษัทตัดสินใจขายทำกำไรในสินทรัพย์ลงทุนกลุ่มตราสารทุนบางส่วน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงลงทุนที่อาจเกิดขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้








