"พิชญ์ โพธารามิก"รับเงินปันผลระหว่างกาลมูลค่า 644 ล้านหลังปิดเทนเดอร์หุ้นจัสมินถือหุ้นรวม 72%
วันนี้ (22 พ.ย.) หุ้นบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) JAS ขึ้นเครื่องหมาย XD เป็นวันแรก โดยบริษัทเตรียมจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.15 บาท จากกำไรสะสม ซึ่งบริษัทจะจ่ายออกมาในวันที่ 9 ธ.ค. นี้ คิดเป็นมูลค่ารวม 890.54 ล้านบาท
สำหรับการจ่ายเงินปันผลในครั้งนี้ ผู้ที่น่าจะได้รับประโยชน์มากที่สุด คงหนีไม่พ้นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท อย่าง พิชญ์ โพธารามิก จากเดิมที่ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ในสัดส่วน 72.35% หรือ 4,295.24 ล้านบาท ฉะนั้นการจ่ายเงินปันผลในครั้งนี้จะทำให้พิชญ์ได้รับเงินปันผลรวม 644.30 ล้านบาท
เดิมที พิชญ์ ถือหุ้นจัสมิน ในสัดส่วน 25.84% ณ วันปิดสมุดทะเบียนเมื่อ 7 ก.ค. 2559 หลังจากนั้นไล่ซื้อเพิ่มผ่านตลาดหลักทรัพย์จนถือหุ้นรวม 66.88% หรือ 3,970.34 ล้านหุ้น ซึ่งเป็นระดับที่เข้าเกณฑ์จะต้องทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ (Tender offer) ที่ราคา 7.25 บาท โดยภายหลังจากทำรายการรแล้วเสร็จเมื่อ 10 พ.ย. ที่ผ่านมา ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 72.35% หรือ 4,295.24 ล้านหุ้น
นักวิเคราะห์ บล.โนมูระ พัฒนสิน ให้ความเห็นว่า อนาคตของจัสมินต่อจากนี้ บริษัทน่าจะมองหาธุรกิจใหม่ๆ เข้ามาเสริมเพื่อสร้างการเติบโต ขณะที่การเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของพิชญ์ ในครั้งนี้จะช่วยให้การปรับโครงสร้างองค์กรในอนาคตทำได้ง่ายขึ้น หากต้องใช้เสียงโหวตของผู้ถือหุ้น
ส่วนหุ้นที่ซื้อคืนจำนวน 1,200 ล้านหุ้น จะครบกำหนดการถือครองในช่วงเดือน ธ.ค. นี้ มองว่าการดำเนินการต่อจากนี้อาจเป็นไปได้ทั้งขายคืนออกมาในตลาด หรือนำไปลดทุนอย่างที่เคยดำเนินการมา
“เดิมทีมองกันว่าบริษัทอาจไม่สามารถนำหุ้นที่ซื้อคืนไปลดทุนได้ เพราะอาจมีความเสี่ยงเรื่องสภาพคล่องหุ้นต่ำกว่าเกณฑ์ แต่หลังจากทำเทนเดอร์แล้วมีผู้เสนอขายออกมาเพียง 5% ทำให้บริษัทอาจจะพิจารณานำไปลดทุนอย่างที่เคยทำมาก็เป็นได้”
แนะนำ “ลดน้ำหนักลงทุน” โดยให้ราคาเป้าหมายเพียง 6.1 บาท เนื่องจากกำไรสุทธิไตรมาส 3 อ่อนตัวลงจากไตรมาสก่อน จากค่าใช้จ่ายสูงขึ้นมาก โดยมีมุมมอง Neutral ต่อกำไรสุทธิไตรมาส 3 ที่ 967 ล้านบาท หากหักรายการพิเศษที่เป็นรายรับสุทธิ 423 ล้านบาท ธุรกิจปกติมีกำไร 545 ล้านบาท ลดลง 25% จากปีก่อน
ส่วนแนวโน้มไตรมาส 4 คาดกำไรปกติเติบโตจากฐานต่ำทั้งจากปีก่อน และไตรมาสก่อน โดยมีปัจจัยผลักดันจากธุรกิจบอร์ดแบนด์อินเตอร์เน็ตมีรายได้เติบโตต่อเนื่องตามผู้ใช้บริการ และผลบวกการประหยัดต้นทุนจากผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม มองว่าราคาหุ้นปัจจุบันตอบรับการเติบโตของกำไรปี 2560 แล้ว
ทั้งนี้ คาดกำไรในปีหน้าจะเติบโตราว 20% อยู่ที่ 3,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่ 2,725 ล้านบาท เป็นผลจากฐานลูกค้าที่น่าจะเพิ่มขึ้น 15% ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขยายโครงข่ายน่าจะใกล้เคียงกับในปีนี้ นอกจากนี้จะได้แรงหนุนจากส่วนแบ่งของ JASIF ที่น่าจะเพิ่มขึ้นราว 14%
ขณะที่ ราคาหุ้น จัสมินขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือน มี.ค. 2559 จากราว 2.8 บาท ก่อนที่จะขึ้นมาทรงตัวอยู่ในระดับ 7.20 - 7.25 บาท ในช่วงปลายเดือน ก.ย.-ปลายเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา หลังจากนั้นราคาหุ้นวิ่งขึ้นอีกครั้ง โดยขึ้นไปแตะ 10.20 บาทใน2สัปดาห์ หลังจากนั้นราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่ราว 7.75 บาท ในปัจจุบัน









