ROBINS ซื้อ, ADVANC ซื้อ, PTTGC ซื้อ
ROBINS ซื้อ ราคาพื้นฐาน 80.00 บาท
ROBINS : บริษัทรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/59 ค่อนข้างน่าประทับใจที่ 510 ล้านบาท หรือเติบโต28% yoy ปัจจัยบวกมาจากอัตรากำไรขั้นต้น และ associate income ที่สูงขึ้น ผู้บริหารมองว่าธุรกิจค้าปลีกอาจไม่ได้รับผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงไว้ทุกข์ในไตรมาส 4/59 และยังคงเป้า SSS ของทั้งปี 2559 ไว้ที่ 1% นอกจากนี้เราคาด SSS มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องที่ 2-3% ในปี 2560 จากเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัว คงคำแนะนำ ซื้อ ด้วยราคาพื้นฐานที่ 80.00 บาท (รายละเอียดอยู่ในบทวิเคราะห์วันนี้)
ADVANC ซื้อ ราคาพื้นฐาน 210.00 บาท
ADVANC : จากการเข้าร่วมประชุมนักวิเคราะห์ บริษัทยังคงมุ่งเน้นในการพัฒนาเครือขายสัญญาณโทรศัพท์มือถือและเจาะตลาดไปยังธุรกิจ Broadband เรามีมุมมองเชิงบวกต่อกลยุทธ์ดังกล่าวเนื่องจากแนวโน้มการใช้ data มีสูงขึ้นในอนาคต ขณะที่เราคาดผลตอบแทนจากปันผลมีความน่าสนใจที่ 7% ต่อปี เรายังคงให้ ADVANC เป็น Top-pick ของกลุ่มสื่อสาร คงคำแนะนำ ซื้อ ด้วยราคาพื้นฐานที่ 210.00 บาท (รายละเอียดอยู่ในบทวิเคราะห์วันนี้)
PTTGC ซื้อ Consensus 70.27 บาท
PTTGC : แนวโน้มผลประกอบการปี 2560 คาดเติบโต 22% จากปี 2559 โดยการเติบโตจะมาจากราคาขายผลิตภัณฑ์ต่างๆที่มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันดิบที่คาดจะอยู่ที่ระดับ 45-55 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ประกอบกับบริษัทมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ โรงกลั่นจะมีกำลังการผลิต 100% ซึ่งไม่มีแผนหยุดซ่อมบำรุงโรงงานน่าจะมีมาร์จิ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2559 และเชื่อว่าความต้องการใช้ในปี 2560 จะปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าซัพพลายที่สูงขึ้น โครงการ Project MAX ซึ่งบริษัทได้ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาส่งผลให้สามารถเพิ่ม Productivity และผลกำไรสูงขึ้นจากการปรับปรุงกระบวนการทำงาน การพัฒนาศักยภาพและลดค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ซึ่งจะเริ่มสร้างผลประโยชน์ในช่วง 4/59 ประมาณ 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2560 และในปี 2562 เพิ่มเป็น 190 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข่าวหุ้น)
ALLA : เผยในปัจจุบันบริษัทมี Backlog อยู่ประมาณ 324 ลบ. โดยจะสามารถทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายปีนี้ไปจนถึงปีหน้า โดย Backlog จำนวนดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นงานเครน และรอกไฟฟ้าสำหรับหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าซึ่งมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในอนาคตตามความต้องการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเข้ารับงานใหม่ๆจากลูกค้าในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ค้าปลีก รถยนต์ โรงไฟฟ้า เป็นต้นคาดว่าตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป ผลประกอบการของบริษัทจะกลับมาเติบโตอย่างโดดเด่นตามการลงทุนของอุตสาหกรรมต่างๆที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการเดินหน้าขยายตลาดไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ฌเยเฉพาะประเทศอินโดนีเซีย ที่คาดว่าจะสามารถเซ็นสัญญา MOU ข้อตกลงในการจัดตั้งบริษัทได้ภายใน 4/59 (ข่าวหุ้น)









