บล.บัวหลวง โชว์รายชื่อหุ้นเหมาะแก่การ “เก็งกำไร” พร้อมเปิดหุ้นที่ต้อง “ซื้อเพิ่ม” นำทีมโดยหุ้น MACO
นายธนรัตน์ อิศรกุล นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์และปัจจัยทางเทคนิค บล.บัวหลวง แนะนำรายชื่อหุ้นที่นักลงทุนควรเข้าไป “เก็งกำไร” ประกอบด้วย หุ้น ALT ราคาเป้าหมาย 8.3 บาท จุด Stop loss 7.5 บาท หากราคาสามารถทะลุเส้นแนวโน้ม 7.8 บาท เพราะจะส่งสัญญาณเปลี่ยนเป็น “ขาขึ้นรอบใหม่” โดยนักลงทุนต้องสังเกตวอลุ่ม ถ้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนั้นยังมี หุ้น SPA ราคาเป้าหมาย 14 บาท จุด Stop loss 12.4 บาท หลังคาดว่า โครงสร้างของหุ้นเปลี่ยนเป็นขาขึ้น หากทะลุเส้น Neck line พร้อมกับวอลุ่มที่เพิ่มสูงขึ้น จึงมีโอกาสที่หุ้นจะปรับตัวขึ้นแรง แนะนำ Follow buy เมื่อทะลุ 13 บาท
ส่วนหุ้นที่แนะนำ “ซื้อเพิ่ม” คือ หุ้น MACO ราคาเป้าหมาย 1.26 บาท จุด Stop loss 1.10 บาท หลังหุ้นขยับขึ้นได้ตามคาดทะลุเส้นแนวโน้ม ขณะที่วอลุ่มเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ บ่งชี้ถึงรอบทิศทางขาขึ้น และหุ้น SPRC ราคาเป้าหมาย 13.4 บาท จุด Stop loss 12.5 บาท หลังหุ้นปรับตัวขึ้นได้โดดเด่น เมื่อเทียบกับตลาดและกลุ่ม ถือว่า เป็นไปตามทฤษฎี Leading stock
สำหรับหุ้นที่ควร “รอขายแนวต้าน” คือ หุ้น KCE ราคาเป้าหมาย 120 บาท จุด Stop loss 115 บาท หลังราคาหุ้นปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่อง ปัจจุบันรอโอกาสในการขึ้นไปทดสอบเป้าหมายที่ให้ไว้ 120 บาท เพราะอาจเกิดแรงขายทำกำไรเกิดขึ้น เนื่องจากเป็นจุดต้านสำคัญ และค่า RSI=70 บ่งชี้ถึงความผันวผวนในระดับสูง
“ช่วงนี้ควรแบ่งขายทำกำไรหุ้น TTA ราคาเป้าหมาย 10-10.5 บาท จุด Stop loss9.5 บาท เพราะโครงสร้างหลักยังคงรูปแบบขาขึ้น”
กูรูตลาดหุ้นยังมีมุมมองต่อบรรยากาศการลงทุนตลาดหุ้นไทยว่า น่าจะยังคงอยู่ในช่วงแนวโน้มขาลง โดยมีอัพไซด์จำกัดที่ระดับ 1,480 จุด ในระยะนี้นักลงทุนจะมุ่งเน้นความสนใจไปที่การประชุมคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งจะกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ย
นอกจากนี้ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับถ้อยแถลง จากประธานธนาคารกลางสหรัฐดส่งสัญญาณชัดเจนว่า จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยน่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ โดยผลสำรวจยังคงชี้ว่า เฟดมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธ.ค.ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 1 ปี
ปัจจัยอีกเรื่อง คือ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRT) ปัจจุบันทรงตัวอยู่ที่ 46 เหรียญต่อบาร์เรล ติดตามการประชุมกลุ่มประเทศสมาชิกโอเปกและนอกกลุ่มโอเปกในวันที่ 30 พ.ย. นี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับการลดโควต้าการผลิตน้ำมันออกสู่ตลาด
“ราคาน้ำมันดิบอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 44-53 เหรียญต่อบาร์เรลในเดือนพ.ย.ส่วนชาร์ตเทคนิคจะมีแนวต้านสำคัญบริเวณ 48 เหรียญต่อบาเรล”
กูรู ย้ำสัญญาณทางเทคนิคชี้ว่า ตลาดจะมีความผันผวนสูงสุดในเร็วๆนี้ และจะส่งผลให้ดัชนีหลักลดลงอย่างมาก ถือว่าเป็นจุดการปรับตัวไปสู่ระดับ Oversold กรณีดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับลงต่ำกว่าระดับ 1,463 หรือจุดต่ำสุดเดิมจะเป็นสัญญาณเชิงลบ อาจเป็นจุดเปลี่ยนการปรับตัวลงของตลาด ขณะที่กระแสเงินลงทุนเริ่มไหลออกจากภูมิภาคและโมเมนตัมแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ สอดคล้องกับการปรับตัวลงของตลาดหุ้นเกิดใหม่
“จังหวะการลงทุนระยะสั้นใช้แนวรับเดิม 1,460 จุด เป็นหลัก หากดัชนีปรับตัวลงต่ำกว่าแนะนำชะลอการลงทุน”







