ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่“ช็อก”คนทั้งโลก เพราะไม่มีใครคาดคิดว่า“โดนัลด์ ทรัมป์”ที่มาพร้อมกับนโยบาย“สุดโต่ง”จะพลิกล็อกเบียด“ฮิลลารี
คลินตัน”ขึ้นมานั่งเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐได้สำเร็จ ส่งผลให้ ตลาดเงิน-ตลาดทุน ทั่วโลกเกิดความปั่นป่วน
ขณะที่ตลาดตราสารหนี้(บอนด์) ทั้งในและต่างประเทศ เผชิญแรง“เทขาย”อย่างหนัก ส่งผลให้ผลตอบแทนของพันธบัตร(บอนด์ยีลด์) พุ่งขึ้น โดยบอนด์ยีลด์ รุ่นอายุ 10 ปี ของสหรัฐ ไต่ขึ้นมาอยู่ระดับ 2.22% สูงสุดในรอบ 10 เดือน ทั้งยังกระชาก บอนด์ยีลด์ รุ่นอายุ 10 ปีของไทย ปรับขึ้นตามด้วย โดยล่าสุด(18พ.ย.) อยู่ที่ระดับ 2.6% เพิ่มขึ้นจากช่วงต้นเดือนที่อยู่ระดับ 2.1% หรือขึ้นประมาณ 0.5%
“พงศ์ธาริน ทรัพยานนท์”หัวหน้าฝ่ายตราสารหนี้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) อเบอร์ดีน มองว่าตลาดตราสารหนี้ไทย แม้จะเผชิญแรงเทขายทำกำไรจากนักลงทุนต่างชาติ แต่ไม่ถึงกับน่ากังวลนัก เพราะนักลงทุนในประเทศยังมีความต้องการซื้อจำนวนมาก
“แม้ว่าบอนด์ในตลาดเกิดใหม่จะมีแรงเทขายทำกำไรออกไป แต่ก็ยังมีความต้องการซื้อจากกลุ่มธุรกิจประกันอยู่ ทำให้ต่อแรงเทขายของนักลงทุนต่างชาติไม่มีผลมากนัก”
นอกจากนี้ ถ้าดูข้อมูลการคาดการณ์ของ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) ซึ่งประเมินว่า ในปีนี้ บอนด์ยีลด์ รุ่นอายุ 10 ปี ของรัฐบาลไทยจะอยู่ที่ 2.3% และอัตราผลตอบแทนแท้จริง ( Real Yield) อยู่ที่2% ดังนั้นผลตอบแทนตลาดตราสารหนี้ไทยยังบวกและน่าลงทุน
“ผู้ลงทุนในตราสารหนี้อาจกังวลเงินเฟ้อ แต่เมื่อเทียบประเทศอื่นในภูมิภาคแล้ว เงินเฟ้อไทยยังถือว่าอยู่ระดับปานกลางและปีหน้าคงไม่เพิ่มขึ้นมากนัก ขณะที่ตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกติดลบ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเป็นการขายสุทธิทั้งหมด นักลงทุนต้องการกระจายความเสี่ยงทั้งตลาดยุโรป (อังกฤษ เยอรมัน) และญี่ปุ่น”
ด้าน “กฤษณ์ ณ สงขลา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน งานลงทุนในตราสารหนี้ บลจ. กรุงไทย มองว่า ตลาดค่อนข้างรับรู้ข่าวการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของ เฟด ไปเกือบหมดแล้ว จึงคาดว่า บอนด์ยีลด์ ของสหรัฐน่าจะเริ่มทรงตัว
สำหรับบอนด์ยีดล์ไทย หากเป็นรุ่นที่มีอายุต่ำกว่า 3 ปีลงมา แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทำให้แผนการออกกองทุนเทอมฟันด์ระยะสั้นไม่เกิน 5 ปีของบริษัทไม่ได้รับผลกระทบมากนักโดยผลตอบแทนยังสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากที่ 1.5% และการเข้าลงทุนจะพิจารณารายสัปดาห์เพื่อสร้างตอบแทนที่เหมาะสมในช่วงตลาดยังผันผวน ซึ่งปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการทำแผนออกกองทุนในปีหน้า
ส่วนบอนด์ยีลด์ที่มีการเปลี่ยนแปลงมากสุด คือ รุ่นอายุ 10 ปี ผลตอบแทนเพิ่มถึง 0.25% รองลงมาเป็นอายุ 10-15 ปี เพิ่มขึ้น 0.16% และอายุ 4-5 ปี เพิ่มขึ้น 0.06% โดยบริษัทคาดการณ์ว่า บอนด์ยีลด์รุ่นอายุ 10 ปี จะน่าอยู่ที่ประมาณ 2.35-2.4% ในสิ้นปีนี้
“มองว่าแรงขายบอด์ของนักลงทุนต่างชาติไม่น่ามีมากแล้ว จากช่วงที่ผ่านมา แรงขายมีรวมกว่า 70,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่ขายบอนด์ยีลด์ระยะสั้นต่ำกว่า 5 ปี จากในปีงบประมาณ 2560 ของภาครัฐคาดว่าจะออกพันธบัตร 5 ปีขึ้นไปด้วย มีเพียงส่วนพันธบัตรต่ำกว่า 5 ปีมีเพียงของธปท.เท่านั้น ทำให้บอนด์ยีลด์ระยะสั้นไม่น่าจะปรับขึ้น ส่งผลให้ตลาดตราสารหนี้ตอนนี้แบ่งผู้เล่นชัดเจน สถาบันการเงินเตรียมปล่อนของออกมาและบริษัทประกันก็ยังรอเข้าซื้อบอนด์อายุ 10 ปี”
ด้าน“ชัชชัย สฤษดิ์อภิรักษ์”รองกรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย มองว่า แนวโน้มบอนด์ยีลด์จากนี้ไปจะแกว่งตัวในกรอบแคบ ซึ่งไม่กระทบต่อแผนการออกกองทุนตราสารหนี้ของบริษัทแต่อย่างใด
ชัชชัย มองว่า โดยเฟดน่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ในการประชุมเดือนธ.ค.นี้ ตามที่ตลาดคาดไว้ และมีแนวโน้มจะขึ้นดอกเบี้ยอีกในปีหน้า โดยต้องรอความชัดเจนทั้งถ้อยแถลงของเฟดหลังจากปรับขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้และนโยบายของทรัมป์รวมถึงตัวเลขการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลก
ขณะที่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย คาดว่า ธปท.น่าจะยืนอัตราดอกเบี้ยที่1.5% ไปอย่างน้อยกลางปีหน้า ภายใต้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่น่าจะยังเติบโตอย่างช้าๆแม้อัตราเงินเฟ้อของไทยจะสูงขึ้นกว่าปีนี้แต่ก็ยังอยู่ในระดับต่ำและสภาพคล่องในระบบสถาบันการเงินจะยังคงสูงอยู่
ทั้งนี้ตลาดคาดว่านโยบายของทรัมป์จะกระตุ้นการใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลต่อตลาดพันธบัตรของสหรัฐอเมริกา โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุมากกว่า10ปีปรับเพิ่มขึ้นประมาณ0.5% ซึ่งตลาดพันธบัตรของไทยปรับเพิ่มขึ้นสัมพันธ์กันเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร(bond yield)ปรับชันขึ้น โดยพันธบัตรระยะสั้นปรับสูงขึ้นน้อยกว่าพันธบัตรระยะยาว ซึ่งพันธบัตรอายุ10ปีของไทยได้ปรับขึ้นมา 0.5% เช่นเดียวกันจาก 2.1% เป็น 2.6%
“จิติพล พฤกษาเมธานันท์”รองผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี บอกว่า แรงขายของผู้ลงทุนต่างชาติในตลาดบอนด์ส่วนใหญ่เป็นรุ่นอายุสั้นๆ แต่ไม่ได้ทำให้บอนด์ยีลด์รุ่นดังกล่าวปรับเพิ่มขึ้นมากนัก ส่วนหนึ่งเพราะมีนักลงทุนสถาบันในประเทศ เข้ามารับซื้อไว้
“ต้องบอกว่าสถาบันไทยยังมีสภาพคล่องเหลืออยู่มาก แม้ต่างชาติจะเทขายออกไป ก็มีนักลงทุนกลุ่มนี้เข้ามารับไว้ ทำให้บอนด์ยีลด์รุ่นสั้นๆ ไม่ได้ขยับมาก”





